zomzom's profileลูกแมวววว.....เจซีPhotosBlogLists Tools Help

zomzom H.

ส้ม ส้ม ส้ม และ...ส้ม
October 02

นี่หรือ..คือสเปซ??

โอ้ววว  ลืมไปกันเลยเชียวว่าสเปซคืออะไร?
และเราเองก็มีสเปซ?
สงสัยหายไปนานจิงๆ  เผอิญกดผิดไปกดที่กรอดดิสเพลย์ สเปซเลยเด้งขึ้นมาremind  ว่าอีส้ม  แกยังมีชั้นอยู่นะยะ  ช่วยมาสนใจดูแลหน่อย
    แหมๆๆ  ก็ไม่มีเวลานี่นา เทอมนี้งานแ_ง แบบเยอะจิง เยอะมากมาย
แล้วตอนนี้มาอัพ แสดงว่าว่าง?
ป่าว..ดอดมาอัพแปบ สนองนีด 55+  พุ่งนี้ก็มีงานส่งอีกตัว
อ๋อ  งานเสร็จแล้ว?
ก็ป่าว  แต่อยากพัก เซ็ง เหนื่อย และนอย
 
เวลาผ่านไปนาน  มีอะไรๆเกิดขึ้นมากมาย
บางอย่างก็เกิดแล้วและจบลงแล้วในอดีต
บางอย่างยังคงคาราคาซังอยู่อย่างนั้นจนถึงวันนี้
บางอย่างเปลี่ยนไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้
และบางอย่าง...ก็ยังไม่เกิด  และไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
.......................
หลายๆสิ่งรุนแรง  หลายๆสิ่งยิ่งใหญ่
หลายๆสิ่งบางเบายากเกินกว่าจะจำได้
หลายๆสิ่งก็ยังคงเลือนลางยากที่จะสัมผัส
.......................
ตอนนี้ใกล้จบเต็มที(แล้วยังจะบอกให้เค้ารู้กันว่าแก่อีก)
ยังไม่เห็นอนาคตตัวเองเลย  รู้สึกว่ามันลอยอยู่ไกลลิบๆ  พยายามเพ่งเท่าไหร่ก็ยังอยู่ที่เดิม  ไม่เห็นมันจะเคลื่อนตัวเข้ามา  สงสัยว่าอนาคตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งการฝึกงานจะเป็นจริง   รอหลังฝึกแล้วเห็นอะไรๆชัดขึ้น
 
วันก่อน  คุยกับเพื่อน  ได้ความว่า
เราได้ขยับตัวเข้าไปใกล้ในสิ่งที่เรา(เคย)เกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ
 
ตอนแรกเป็นปลาทูเนิร์ดไร้อนาคต แต่เกลียดฟิล์มเป็นที่สุด
เป็นเอกสุดท้ายที่จะเลือก
ตอนนี้กลายเป็นรักฟิล์มสุดๆเสียดายที่ไม่ได้เลือก
 
ตอนแรกเป็นเด็กเอกโฆษณาจะเป็นAE  เกลียดcreative
หัวตื้อคิดไม่ออก ไปไกลๆ
ตอนนี้ AE ไม่รอดแน่ ชอบงานครีเอทสงสัยจะเป็นก๊อปปี้
 
ตอนแรกเป็นครีเอทีฟ  ที่แสนจะโลว์เทค เกลียดคอมพิวเตอร์ชั้นคิดแต่ไม่ทำเองเว้ย
ตอนนี้อยากเรียนโฟโต้ชอบใจจะขาด อยากทำเอง
 
อนาคตคนเรามันคาดเดาไม่ได้เลยจิงๆ...
 
ปล.-ใครบังเอิญ(มากๆ)แวะมาอ่านก็อย่าลืมกันนะ  ชั้นก็จะไม่ลืมเธอ
     -ทุกสิ่งบนโลกเกิดด้วยความบังเอิญ...ใครจะรู้?
     - สอบ! เครียด! ทำงาน!...สอบ! เครียด! ทำงาน!...ๆๆ(วงเวียนชีวิต)
May 12

ศาสนา

อืม..ชื่อหัวข้อก็ล่อแหลมซะแล้ว อย่าคิดมากๆ ปล่อยใจสบายๆ น่ะ
::หมายเหตุ::
1.ขออนุญาติกล่าวในทางของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นๆหรือไม่มีศาสนาอ่านได้  เพราะไม่ได้อ้างอิงเปรัยบเทียบกระทบกระแทกแต่อย่างใด
2.มิได้มีเจตนาร้ายหรือต้งอต้องกานสร้างความขัดแย้งใดๆ  สาบาน!!
...............
   ด้วยเหตุที่เพิ่งกลับมาจากวิปัสสนาที่เชียงใหม่  หลังจากที่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านเนื่องจากห่างหายจากกรรมฐานที่เคยทำมากว่า5ปี  พบว่า  "สติ"ที่หายไปได้กลับมาเตือนตัวเองให้"รู้ตัว"ในหลายๆอย่าง
 
"คุณไปวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่"
 
วัดในที่นี้ไม่นับตอนไปงานศพ  พูดถึงไปทำบุญ  ไปทอดกฐิน  หรือทอดผ้าป่าเป็นต้น  ถ้าตอบเองคงต้องตอบว่าไปประมาณ2-3ปีครั้ง  หรืออีกนัยหนึ่งคือ  ไม่ได้ไปเลย!!
 
เมื่อเดือนก่อนเคยดูรายการๆหนึ่ง  ได้สัมภาษณ์ท่านนิธิ  เอียวศรีวงศ์(ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน  ที่เคยไปลอกๆบทความส่งjc300 จำได้มั้ยเพือนๆ)  ตอนแรกก็ฟังผ่านๆเกี่ยวกับแนวความคิดของท่าน  จนกระทั่งพิธีกรได้ยิงคำถามๆหนึ่งออกไปว่า
"ท่านนับถือศาสนาอะไรคะ?"
 
"คือผมขอใช้คำว่า  ผมกำลังพยายามเป็นพุทธอยู่ครับ"
 
เจอคำตอบแบบนี้  ทั้งพิธีกรและเราก็นั่งเอ๋อๆทันที
 
"ที่ผมไม่ใช้คำว่าผมเป็นชาวพุทธ  ก็เพราะว่า  บางคนเรียกตัวเองว่าพุทธ  บางคนยังไม่รู้เลยว่าพุทธสอนอะไรบ้าง  ศีล5คืออะไร  แต่ผมพยายามกระทำตัวให้เป็นพุทธศาสนิกชนอยู่ครับ  พยายามศึกษาและทำตามคำสอนที่ถูกต้องอยู่"
...โอ้ว   เจอคำตอบแบบนี้  นั่งนิ่งอยู่นานทีเดียว  ได้คิดหลายเรื่องเหมือนกัน  ในพระไตรปิฎกได้กล่าวไว้ว่าอายุคนเราจะสั้นลง1ปีในทุกๆ100ปี  ปัจจุบันผ่านมาแล้ว 2500 ปี  อายุเฉลี่ยนมนุษย์จึงสั้นลงเหลือเพียง 75 ปี
     คนเราสนใจศาสนาน้อยลงหรือเปล่า?
อาจจะเพราะศาสนาห่างจากเรา  หรือ  เราห่างจากศาสนาก็ตาม  ทำให้คนเราไม่มีความศรัทธาในสิ่งที่ไม่มีรูปธรรมชัดเจน  เพราะปัจจุบันคนเราแห่แหนกันไปให้ความสำคัญกับทุนนิยม  การดำเนินชีวิต  และการประสบความสำเร็จในทางโลกมากขึ้น  ทั้งๆที่ "ทางโลก"  และทางธรรม"เป็นอาณาจักรเส้นขนานที่เคียงคู่กันไป  มีเพียงเส้นบางๆที่เรียกว่า                   "ความเชื่อ"มากั้นก็เท่านั้นเอง
    ..ทางโลก  อาจให้ชีวิตอุดมสมบูรณ์ขึ้น
    แต่ทางธรรม  ก็ทำให้จิตใจเราสูงขึ้นได้เช่นเดียวกัน
มีความสำเร็จในทางโลก  ไม่ได้แปลว่าจะสำเร็จในทางธรรมด้วย  สร้างตึกได้สูงใหญ่ก็ไม่ได้แปลว่าจิตจะสูงตาม   วิ่งวุ่นอยูตามวังวนในสังคมปัจจุบันจนจิตไม่สงบ  ความสุขที่แท้จิงก็ไม่บังเกิด  ไม่ว่าได้ว่าพุทธศาสนิกชนว่าทำตัวเหินห่างธรรมมะ  เพราะตัวเองก็เข้าใจว่าธรรมะเดี๋ยวนี้ก็แตกต่างจากแต่ก่อนมากทีเดียว 
"พุทธศาสนา"  ในสมัยคุณยายคุณทวดของเราได้เหลือน้อยลงเต็มที
..ปัจจุบัน..
บางทีไปวัด  เจอพระนั่งดูดบุหรี่อยู่
บางทีไปวัด  ก็เจอพระก๊งยาดองกันอยู่
บางทีไปวัด  ก็ต้องเขย่งเก่งกอยเพราะพื้นสกปรก 
   ไม่มีฆราวาสมาร่วมบุญกันกวาดเช่นแต่ก่อน
บางทีเจอพระ  ก็ไม่รู้ว่าของจิงหรือของปลอม
บางทีเจอพระ  ก็เจอกำลังเลือกแผ่นโป๊อยู่
บางทีเจอพระ  ก็กำลังตบยุงอยู่
...................................
ไม่รู้ว่าสังคมเป็นตัวทำให้โลกเปลี่ยนไป
หรือ  ใจมนุษย์เอง  ที่กำลังต่ำลงๆ
..................................
สถานที่ต่างๆที่เราไปเที่ยวกันได้บ้อยบ่อย  แต่ไปทำบุญทำทานเพื่อยกระดับจิตใจกลับไปได้ย้ากยาก  เราน่าจะเปลี่ยนความคิดใหม่  ไม่ได้ไปที่ใดที่หนึ่งเพียงเพราะ  อยาก  หรือ  ไม่อยาก
แต่ควรคิดด้วยว่า  ไปทำไม?    และไปเพราะอะไร?
บางทีคำตอบมันก็อยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียว  แต่เรายุ่งมากซะจนมองข้ามมันไป
...เรียนกันมาตั้งหลายปี  ว่า"ศาสนา"เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ  สมัยก่อนคนเราไปพบปะร่วมบุญกันที่วัด  ก็อิ่มทั้งข้าวอิ่มทั้งบุญ  มีความสุขได้อย่างพอเพียงแม้ว่าไม่ต้องร่ำรวย  ไม่ต้องมีบริษัทข้ามชาติ  หรือรถหรูๆขับ
 
อย่ามัวคิดเลยว่า  ศาสนาให้อะไรเราบ้าง
หันมาคิดดีกว่าว่า  เราล่ะ  เคยให้อะไรกับศาสนาบ้าง
 
...ในความคิดส่วนตัว  คนที่เป็น"พุทธ"จิงๆ   ไม่ได้วัดกันที่ความบ่อยในการไปวัด   การทำบุญ  หรือการนุ่งขาวห่มขาว  แต่มันอยู่ข้างใน  มันอยู่ที่จิตใจ  มันอยู่ที่การกระทำ  
 
บางคนทำบุญมากๆ  ไม่ใช่ศรัทธาแต่เพราะหน้าใหญ่อยากได้หน้าก็มี
บางคนมือประนมรับพรพระ  แต่ปากนินทาพระอยู่ก็มี
บางคนไปวัดบ๊อยบ่อย   ไม่ใช่ว่าชอบแต่เพื่อสร้างภาพก็มี
บางคนนุ่งขาวห่มขาว  แต่จิตคิดหาช่องเบียดเบียนคนอื่นตลอดเวลาก็มี
..............
"บางทีอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์
          ...ก็ไม่อาจทำให้ใจคนเราขาวสะอาดขึ้นได้"
...................
 
ปล.อย่าซีเรียสน่ะ  คนเขียนก็ใช่ว่าจะดี
ปล.2  คนเขียนไม่ได้กลัวพระ!!  ไม่ได้มีทิฐิเว่ย!!
ปล.3  อนุโมทนาบุญทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่าน   สาธุ    
  
April 08

ตู-ละ-เบื่อ

ได้ฤกษ์(เขียนงี้ป่าวววะ)อัพซะที
หลังจากดองมานานจนมันจะเสียแระ
ก็ไม่มีอะไร นอกจากเรื่องซุ้งๆเรื่องนึง
ที่ปั่นป่วนจิตใจมากมายในวันก่อน
เรื่องมันมีอยู่ว่า...
 
กาลครั้งหนึ่งต้นเดือนเมษายนแถวๆคลองประปา
(หมายถึงปากซอยศาสนา2อ่ะ ระบุแม่งเลย)
หญิงสาวผู้อ่อนหวานใจดีน่ารักคนหนึ่ง
(หมายถึงอีส้มเนี่ยแหละ  อย่าเพิ่งอ้วก 55)
หิวมาก  อยากกินข้าวมากๆ แต่ลังเลอยู่พักใหญ่
ที่จะไปสั่งอาหารร้านตามสั่งเจ้าประจำ
(ที่มันทำให้ผิดประจำ) ว่าจะสั่งดีหรือไม่หนอ
โอเคๆ  สั่งก็สั่ง  อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจำทำให้กุผิดทุกครั้งเลยหรือไง  ใส่ใจบ้างป่ะเนี่ย  เหนเปนเด็กก็คิดจะทำอะไรให้ก็ได้หรือไง  (อันนี้นอกเรื่อง  เบื่อจิงๆเลยอ่ะที่เวลาร้านพวกนี้มันเหนเราเปนเด็กก็ไม่สนใจซะงั้นอ่ะ  แมร่งง  กุจา22แล้วเห้อะ) โอเค  กลับมาเรื่องเดิม  ที่มันทำผิดเนี่ยไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่แบบก็ทำให้นอยได้ไม่ยากเย็นนัก  เช่น...
สั่ง"ไม่ใส่ผัก"....ก็ใส่ผักมาให้
สั่ง"หมูกรอบ"....ก็ใส่หมูธรรมดามาให้
สั่ง"ใส่ไข่"....ก็ไม่ใส่มาให้
สั่ง"มาม่าผัด"....ก็ราดข้าวมาให้
เอาเป็นว่า  เบื่อแสนเบื่อที่จะต้องทนกินอาหารที่อีป้านี่มันทำ  โดยที่เราไม่เคยได้ตามสั่งเลยซักครั้ง  เก็บกดมานาน  ไม่เคยได้วีนซักแอะถือซะว่ายอมๆกันไป
 
แต่มาวันนี้  หึๆ  เตรียมตัวมาพร้อม
ชั้นจะเขียนรายการอาหารลงกระดาษ  แกจะได้บรรจงอ่านและเข้าใจซะที  ว่าที่อยากจะกินนั้นคืออะไร  ปากกาพร้อม  กระดาษพร้อม  อ่ะฮ้า..ระหว่างรอคิวก็บรรจงเขียนทีละตัวอย่างบรรจง
ทันใดนั้นเอง...ก็มีอีครอบครัวๆนึงมันเดินผ่านมาและ"ตะโกนสั่ง"รายการออกไป ก่อนที่เราจะได้ทันยื่นแผ่นนั้นไปให้ตาลุงผู้ช่วย
 
เหอะๆ  และแน่นอน  อีป้านั้นทำให้โต๊ะนั่นก่อนจนครบทุกอย่าง  และค่อยมาทำตามรายการที่กุอุตส่าเขียนอย่างบรรจง
-*-แม่ง  ซวยเหี้ยๆ  กุรอมาเพื่อ???  เพื่อ???  เออๆ  ไม่อยากเอาความ  ช่างมันๆเดี๋ยวได้กินแระ
...อ่ะฮ้า  อาหารมาโน่นแล้ว
เอ๊ะ  แต่ทำไมมี 5 กล่อง  สั่ง ไป3 กล่องนี่หว่า 
"2อย่าง อย่างละกล่องก็ถูกแล้ว แต่ทำไมมีอันนี้3กล้องละคะลุง?"
"ก็หนูสั่ง3ไม่ใช่เหรอ"
"หนูเขียนไปว่าอย่างละกล่องนี่คะ กลายเปนสามได้ไง"
"........."
"หนูไปทำอะไรให้ลุงเข้าใจว่า 3เหรอคะ"
"..........."(หน้าเอ๋อๆ)
หลังจากงงงวยกะตาลุงผู้ช่วยอยู่ซักพัก  ก็สรุปได้ว่า  ลุงเข้าใจไปว่า  กุสั่งข้าวไข่เจียวไป 3 ทั้งๆที่กุเขียนในใบนั้นชัวร์ๆๆๆว่า 1 ในใจตอนนั้นมันช่างร้อนรนยิ่งนัก   "นี่กุพลาดอะไรไปอีกวะ"  "กุทำบาปทำกรรมอะไรไว้กะร้านนนนนนี้"  แต่เอาวะ  พอทำใจให้นิ่งอยู่ได้  เลยกะจะบอกเค้าว่าเอา3กล่องก็ได้  ยังไม่ทันที่จะได้พูดออกไป  ก็มีประโยคไคลแมกซ์เล็ดลอดออกมาจากปากลุงว่า...
"เออๆ  งั้นลุงช่วยหนูกล่องนึงละกันนะ หนูเอาไปแค่ 2 กล่องก็พอ"
โอ้ว มาย ก๊อด   ช่วยเหรอ  ช่วย  ...ตกลงนี่กุเปนคนผิดหรือนี่?? คุณลุงกลายเปนเจ้าชายยื่นมือมาช่วยกุหรือนี่??ที่กุเขียน1แต่ได้3สรุปว่ากุผิดเอง??  อึ้งไป2นาที ก่อนเบลอๆจ่ายเงินไปซะแร้ว  หิ้วถึงกลับบ้านด้วยใจเลื่อนลอย
กุผิด? กุผิด? กุผิด? กุผิด?
 
...เอวังประการล่ะชะนี้แล...
 
ปล.เพิ่งรุตอนหลังอีกตะหากว่าอีป้ามันตะโกนตอนกุเบลอๆอยู่ว่า  ทำไม?มีปัญหาอะไร?  ประหนึ่งว่าเราเปนลูกค้างี่เง่าเรื่องมาก  สั่งผิดแล้วยังจะยุ่งยากให้มันเดือดร้อน โอ้ย  แมร่ง
ปล.2  กุมาคนเดียวทำยังกะกุมาขอกิน  ทีกุมากะพ่อกะแม่  แทบจะเข้ามาป้อน เอาอกเอาใจสารพัด เหอะๆ  กุมันเด็กนิ
ปล.3 อย่าลืมมันคือร้านตามสั่งปากซอยศาสนา2 ที่ป้าหน้างกๆผมซอยๆน่ะแหละ โอ้ยยยเซง
 
 
 
February 23

ยวนใจ

กลางแสงแดดร้อนเปรี้ยงกลางเดือนกุมภาพันธ์
 
สาวน้อยนางหนึ่งนามว่า"เดือนเด่น"เดินดุ่ยๆมุ่งหน้าเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังย่านสนามหลวงด้วยจิตใจที่ระอุยิ่งกว่าแสงแดดเสียอีก 
พระเจ้าช่วย  มันจะร้อนอะไรนักหนาวะ  โอ้ย   เดือนเด่นรับไม่ด้ายยยย   เธอโวยวายอยู่ในใจ
 
โครม...เสียงหนังสือกระแทกโต๊ะดังสนั่น
"อะไรกันนักหนานะ  อีนี่"   เดือนเด่นแผดเสียงลั่นใส่บรรดาเพื่อนๆชะนีกระรอกของพวกหล่อน
"เป็นอะไรไปยะ  หล่อน"  คิดคำนึง  หนึ่งในเพื่อนสาวออกปากถาม
"ก็นัง***น่ะสิ  แกจำได้มั้ย  คนนั้นอ่ะที่ตอนชั้นคบอยู่กะโดม  ทำสะแหร่นหน้าใสมาตีสนิทชั้น  จีบปากจีบคอชมชั้นว่าใจดีนักหนา  อยากเป็นเพื่อนด้วย  ชั้นน่ารักอย่างโน้นอย่างนี้  แหมแก  ตอนนี้ตกกระป๋องไปแล้วค่า   ....................."
เดือนเด่นเม้าท์เรื่องของ"คนอื่น"อย่างเมามัน  กับกลุ่มหญิงสาวประมาณ4-5คนที่เธอเรียกว่า   ...เพื่อน
 
"คุยอะไรกันอยู่เหรอ" 
ซวยล่ะสิ   อยู่ดีๆนัง***ก็โผล่ออกมาดื้อๆ  ไม่บอกไม่กล่าวใครเลยนะหล่อน
"อ๋อ  ปล่าวนี่จ้ะ"เดือนเด่น  กระทุ้งศอกใส่เพื่อนเธอ   ที่กำลังคะนองปากเป็นสัญญาณให้รู้ตัว
"มานั่งคุยกันกันซี่เธอ  กะลังสนุกเชียวว 555+"
 
นัง***ยิ้มหวานรับการต้อนรับอย่าง"ดี"จากทุกคน  แล้วทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาเม้าท์กันอย่างสนุกสนานต่อไป
..................
 
ไม่กี่วันต่อมา..
 
โอ้ยๆๆๆอะไรกันนี่  ร้อนอะไรนานนมเหลือเกิน  ทนไม่ไหวแล้ว  เดี๋ยวเหอะ  ต้องไปวีนใส่บรรดาเพือนตัวดีหน่อยซะแล้ว 
เดือนเด่นพึมพำในใจด้วยเสียงอันดัง 
หลังจากเดินตากแดดเข้ามหา'ลัย
 
"ทุกคน  ชั้นมีเรื่องจะ............."
 
เดือนเด่นหยุดกลางคัน
ทันที่เห็น หนึ่งในกลุ่มเพื่อน  กำลัง   กระทุ้งศอกอย่างแรง   ใส่เพื่อนอีกหนึ่งคน
"สวัสดีจ้ะ  เดือนเด่น"  คิดคำนึงพูดขึ้น  พร้อมส่งยิ้มหวานแบบที่เดือนเด่นคุ้นเคย
........................
 
 
- -:-:ชีวิต:-:- -
 
::ทิ้งท้าย::
1.เกลียด464ยังงัย  ตอนนี้ขอย้ำว่าเกลียดเท่าเดิม
2.บาป-บุญเคยเรียนกันทุกคน  แล้วทำไมบางคนเลือกที่จะทำชั่วล่ะ  ไม่เข้าใจ
3.อากาศนรกแตกมากมาย  อะไรของมัน  เลือกป่วยไม่ถูกเลยว่าจะเอาโรคอะไรดี55+
4.อ่านหนังสือกันเน้อ  อย่าท้อถอย งาน/หนังสือ/งาน/หนังสือ...(แหวะ)
5.บลอคนี้มิได้อ้างอิงมาจากอะไรทั้งนั้น  อย่าร้อนตัว!!
 
 
 
 
 
January 27

ผู้(ที่ไม่เคย)ขนะ..

หมายเหตุ..บลอคนี้ถูกสรางขึ้นท่ามกลางกระแสตำหนิและห้ามปรามจากคนรอบข้าง  แรงบันดาลใจจากผู้หญิงคิดมากหนึ่งคน  โปรดใช้วิจรนญาณในการอ่าน  ขออภัยที่ฝ่าฝืนคำสั่ง
 
"i'm the LOOSER"
ฉันเป็นไอ้ขี้แพ้
 
ประโยคนี้ถูกพูดขึ้นจากความอัดอั้นตันใจของหญิงสาวนางหนึ่ง  ที่เกิดขึ้นหลังหล่อนได้รับแรงกดดันจากหลายอย่าง  จนทำให้ต่อมคิดมากทำงานผิดปกติหลั่งสารเพ้อเจ้อออกมาเกินจำเป็น  ไม่รุจะระบายที่ไหนจึงใคร่ขอความกรุณาผู้อ่าน  มาเป็นกระโถนรับฟังหล่อนด้วย
 
เกิดมาทั้งที..ทำไมกุทำอะไรไม่ได้ดีซักอย่างเลยวะ?
เคยคิดว่าทำนู่นทำนี่ได้ตั้งหลายอย่าง  แล้วไง?
เก่งซักอย่างมั้ยล่ะ
เคยคิดว่าตัวเองแต่งหน้า(คนอื่น)ก็ใช้ได้อ่ะ    แล้วไง?
สารรูปแก คนเค้าเชื่อมือจังนิ
เคยคิดว่า  กุก็สามารถถ่ายรูปจนรับจ๊อบได้น่ะ  แล้วไง?
ไม่เคยมีใครเห็นฝีมือของแก
เคยคิดว่าตัวเองพูดเก่ง  ไปวัดไปวาได้  แล้วไง?
ตอนนี้พูดสอเสือกะซอโซ่ยังไม่ชัดเลย
............
เคยคิดกันบ้างมั้ยว่าถ้ามีใครซักคนพูดถึงเรา 
เค้าจะบรรยายลักษณะของเราไว้ยังงัย
เช่น  "อ๋อ  มั้นท์ที่เหม่งๆเรียนเก่งๆ  ปลาทู้ปลาทูอ่ะนะ"
หรือ  "ไอ้ตั้มที่น่ากัวๆหน้าเหมือนเกาหลีหื่นกามอ่ะ
(ขอยืนยันว่าเป็นตัวละครสมมตทั้งสิ้น)"
แล้วถ้าเค้าต้องการจะอธิบายลักษณะเราล่ะ
เค้าจะพูดว่าอะไร?
 
ใครๆก็ต้องอยากให้คนอื่นๆพูดถึงเราในทางที่ดี
หากพูดว่าอ้วนบ้างล่ะ  โง่บ้างล่ะ   หรือหน้าเบื้องๆ
ไม่มีใครหรอกที่อยากเป็นอย่างนั้น
 
มันมักจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เสมอๆในตอนเด็ก
เวลาที่เราจำชื่อคุณครูไม่ได้  เวลาพูดกันเองก็จะเรียก
ตามภาษา"วงใน"ที่เราเข้าใจกัน  เช่น ล้าน/ซีดาน/อูม่า
เขี้ยวงอก/หัวฟู/หัวแดง/มือนกหวีด/ตาปรือ  เป็นต้น
นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น  เมื่อเราเป็นคนใน  พูดถึงคนนอก
 
แล้วถ้าเราเป็น"คนนอก"ขึ้นมาล่ะ   พวกมันจะพูดถึงเรายังงัยบ้างหว่า
 
อย่าไปเซ้าซี้ให้ไอ้เพื่อนๆทั้งหลายมันตอบเลย  เพราะไม่ว่าจะอย่างไร
คนใน  มันก็คือ คนใน  มันมองจากมุมที่มันมองมาทุกวัน
เราไม่มีทางทราบได้เลยว่า คนนอก  เค้ามองเราว่าอย่างไร
(เว้นแต่ไปแอบได้ยิน  หรือมีพรายกระซิบคาบคำนินทามาเล่าต่อ)
 
ทั้งหมดที่ร่ายมาคือที่มาของคำว่า  ส้ม เดอะ ลูสเซอร์
ทำไมเราพูดอะไรไปไม่มีใครเชื่อถือ
หรือว่าเราทำตัวไม่น่าเชื่อถือ
หรือว่าเราง้องแง้ง  (อันนี้ก็อาจจะเป็นไปได้)
ทำไมคนมักมองว่าเราไร้สาระวะ
หรือเราทำตัวไม่มีสาระจิงๆ
...จะเป็นปลาทูก็ไม่ใช่  สมองมีไม่ถึง
...จะเป็นเด็กกิจกรรมก็ไม่ใช่ ทำไม่เป็นซักอย่าง
...จะฟิล์มหรือจะโคด  ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย
 
ขอซักอย่างเถอะที่โดดเด่นออกมาบ้าง  ไม่ใช่ไอ้ขี้แพ้อย่างนี้
บางคน..เรียนเก่ง  ก็ขึ้นชื่อว่าปลาทู  มีมันสมองที่มีคุณภาพ
บางคน..ถ่ายรูปเก่ง  ใครๆก็ยกให้มันเรื่องกล้อง
บางคน..ไปญี่ปุ่นมา  ใครๆก็ถามมันเรื่องภาษาญี่ปุ่น
บางคน..ไม่เก่งรัยเลยแต่สวย  เอาวะใครๆก็พูดถึงแต่ความสวยของมัน
บางคน..แต่งหน้าเก่ง ใครๆก็อยากให้มันแต่งให้
บางคน..ใจดีเป็นคนดี  ใครๆก็อยากไปพึ่งใบบุญจากมัน
แล้วชั้นล่ะ  ชั้นมีอะไรบ้าง
มีสิ...
สิวงัย  เต็มหน้าเลยมึง !!!!!!!(ฮึ่ม)
ไอ แอม เดอะ แอปซาลูทลี่ ลูสเซอร์
 
::ทิ้งท้าย::
1.ขอโทด  ที่บอกว่าจะไม่คิดแล้ว  แต่ทั้งหมดนี้คือการเอาสิ่งที่เคยคิดมาระบาย  ตอนนี้ป่าวเครียดแล้วน้า
2.เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน  จะเอาไงกะกุเนี่ยยยย
3.464กะอ.พรจิต  ไม่รุหนูไปทำบาปทำกรรมอะไรตั้งแต่ชาติไหน  (เว้ย)
4.อยากฟังPAPA ROACH  ใครมีขอยืมหน่อยดิ
5.เออ  แล้วใครนึกออกว่าเรื่องอะไรที่พูดถึง  แล้วนึกถึงอีส้มคนนี้ บอกด้วยนะ  จักเป็นพระคุณอย่างสูง(ส่ง)
 
December 24

ฤดูหนาว ฤดูคิดถึง

คิดถึงว่ะ...
คิดถึงไผ่   (ไม่ใช่ไอ้ไผ่รับน้องนะ 
ไผ่เพื่อนสามเสนม.ต้นนู่นนนน)
ตอนนี้มันไปเรียนที่อังกฤษแน่ะ  คิดถึงหรืออยากระบายอะไรก็โทไปคุยไม่ได้(แหม  ก็คนมันจนอ่า  ไม่มีตังจ่ายขนาดนั้น)
 
ยิ่งช่วงนี้  ยิ่งคิดถึงมันขนาดหนัก  ไม่รุจะทำไงดีเลยมาระบายในนี้ละกัน
 
ในชีวิตของคนน่ะนะ  มันต้องมีใครหลายคนที่ผ่านเข้ามา
รู้จักและคบหากัน  มันก็เป็นธรรมดาที่จะมีคนที่เราชอบ
ไม่ชอบ  เกลียดขี้หน้า  รัก  รักมาก  รักน้อย  หรือรักสุดๆ
(สุดๆในที่นี้  ก็ไม่ได้หมายถึงชิ่งด้วยเช่นกัน)
 
มีหลายคนที่เข้ามาเป็นเพื่อน เป็นพี่   เป็นน้อง  เป็นคนรู้จัก 
เป็นคนรักหรือแม้แต่..คนเคยรัก
 
เคยมีมั้ย...คนที่จองที่นั่งข้างๆไว้ให้เรา
                ตอนที่เราเข้าเรียนสาย
เคยมีมั้ย...คนที่เก็บชีทไว้ให้เวลาเราไม่ได้ไปเรียน
เคยมีมั้ย...คนที่ไม่เคยที่จะลืมโทมาแฮปปี้เบิ้เดย์ในวันเกิด
เคยมีมั้ย...คนที่อยู่ดีๆก็โทมา  บอกว่าคิดถึงมึงว่ะ
เคยมีมั้ย...คนที่เห็นปัญหาเราสำคัญกว่าไปเดทกัแฟน
เคยมีมั้ย...คนที่ชวนไปกินข้าวและไม่เคยปล่อยให้เรา
                นั่งกินข้าวอยู่ลำพัง
เคยมีมั้ย...คนที่พอเมาปุ๊ปบอกรักเราพันรอบ"กุรักมึงๆ"
เคยมีมั้ย...คนที่เดินยชะลอรอเราทุกครั้ง
                เพื่อไม่ให้เราเดินรั้งท้าย
เคยมีมั้ย...คนที่ยอมเป็น"คนรอ"เพื่อไม่ให้เรา
                กลายเป็นเพียง"คนตาม"
เคยมีมั้ย...คนที่ไม่ได้แค่พูดว่ามึงไปกุไป
                แต่เค้าไปจิงๆทุกครั้ง
เคยมีมั้ย...คนที่รู้สึกได้ก่อนคนอื่นๆเสมอว่าเรากำงจะร้องไห้
เคยมีมั้ย...คนที่เตือนให้เรากินยาประจำตัว
                หลังอาหารทุกมื้อ
เคยมีมั้ย...คนที่อยากจะลากเราไปเล่นที่บ้านมัน
                ทุกวันอาทิตย์
เคยมีมั้ย...คนที่ยินดีตื่นมานั้งฟังเรื่องเครียดที่เรา
                ไปพบเจอมา
เคยมีมั้ย...คนที่เถียงแทนเราเวลาไปได้ยิน
                เรื่องไม่จิงเกี่ยวกะเรา
เคยมีมั้ย...คนที่ยอมนั่งฟังเราบ่นเรื่องไร้สาระ
                เช่นกุสิวขึ้นหรือกันคิ้วพลาด
เคยมีมั้ย...คนที่พร้อมไปไหนเป็นเพื่อนเราเสมอ
เคยมีมั้ย...คนที่เดินเจอของที่เรากะลังหาซื้ออยู่
                แล้วโทมาบอก
เคยมีมั้ย...คนที่พร้อมจะเช็คชื่อแทนเราแม้มีโอกาสเสี่ยง
เคยมีมั้ย...คนที่โทบอกเราให้เข้าห้อง
                เวลาอาจารย์จะควิซแล้ว
เคยมีมั้ย...คนที่พอเราโทไปบ่นว่าอยู่คนเดียวแล้วมันจะ
                ออกมาเป็นเพื่อนเราได้ทันที
.............
เคยมีมั้ย...คนที่เห็นเราเป็นคนที่ "สำคัญ"ในชีวิตเค้า  และความรู้สึกของเราก็เป็นสิ่ง"มีค่า"ที่ควรดูแลรักษา
 
ไม่ได้บอกนะว่าเรามีคนๆนั้นอยู่แล้ว 
บางข้อก็มีอยู่ 
บางข้อก็อยากจะมี
ส่วนบางข้อ..ก็(เคย)มี  แต่ตอนนี้ไปไหนแล้วไม่รู้ 55+
 
แล้วคุณล่ะ  มี "คนๆนั้น"  บ้างแล้วหรือยัง?
 
"เพื่อนที่ดี  แม้มีเพียงหนึ่ง 
ก็พึงจักรักษาไว้อย่าให้เสียไป"
                                                         -อีส้ม  เจซี-
         ..............................................................................
::   ทิ้งท้าย  ::
-  อุณหภูมิประเทศไทยเริ่มสูงขึ้น 
    หลังจากแม่เพิ่งซื้อเสื้อกันหนาวให้ 1วัน!! - -"
-  อากาศแปลกๆ  ลมหนาวโชยมาพร้อมๆกับ
    แดดร้อนเปรี่ยงกลางกบาล
-  อยากกินชาบูๆ  ตอนนี้ฝากความหวังไวที่พี่หวีและป้าเบิร์ด 
-  ร่ำๆอยากไปสวน  จนจะหมดหนาวแล้วยังไม่ได้ไปเลยเว้ยยยย
November 14

ว่ากันด้วยเรื่อง"รถ"

เคยมีผู้ชายคนหนึ่งในคณะวารสารแห่งนี้แหละ  ถามเราว่า
 
"ส้ม  มึงว่าถ้ากุมีรถแล้วผู้หญิงเค้าจะสนใจกุมากกว่านี้ป่าวววะ?"
"บ้า  ไม่เหนเกี่ยวเลย" 
"เหรอวะ  แล้วทำไมผู้หญิงมักจะเลือกคนที่มีรถวะ"
"................"
 
ทั้งหมดที่เล่ามาคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 2ปีกว่ามาแล้ว  ตั้งแต่ตอนที่เข้าปี 1 มาใหม่ๆ  ในตอนนั้นเราคิดว่า
"รถ" ไม่เหนจะเกี่ยวเลย  ถ้าผู้หญิงอย่างเราจะเลือกผู้ชายซักคน  แต่พอเวลาผ่านไปๆ  ๆ  เราก็ค้นพบความจริงข้อหนึ่งว่า
..มันมีส่วนเกี่ยวข้องกันจริงๆด้วยว่ะ..
 
ผู้หญิงบางคน  ไม่ได้เลือกแฟนที่คนแต่กลับไปเลือกที่รถ  ใครมีรถก็ถือว่าคะแนนนำไป  แต่ถ้ารถยิ่งสวยยิ่งแพงถือว่าคะแนนชนะขาด!  ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่  เพราะคนเราจะคบกันมันอยู่ที่ความรักไม่ใช่เหรอวะ  ไปเกี่ยวที่รถตรงไหน?
 
..ว่าแล้ว  ศูนย์วิจัยธัญญาผู้สรรหาเรื่องที่คนอื่นไม่อยากจะรู้ 
ก็ได้ผลการวิจัยหลังจากที่รวบรวมข้อมูลมาตลอด1ปีว่า..
สาเหตุที่รถมามีส่วนเกี่ยวข้องนั้นก็เพราะ...
 
1.มีรถแล้วสบาย   ไปไหนมาไหนก็สะดวกไม่ลำบากตรากตรำ  ทำให้สามารถชวนสาวเจ้าไปไหนมาไหนได้ง่ายกว่าการที่ชวนเค้าไปเที่ยวแล้วเมื่อเค้าถามว่า
  "ไปงัยเหรอ"
  "อ๋อ  ก็นั่งรถเมล์สาย...ไปต่อที่...แล้วขึ้นรถไฟฟ้าไป...ขากลับก็กลับมา..."
  "..."
 
2.มีรถแล้วโก้เก๋  ยิ่งมีรถเท่ๆยิ่งน่าสนใจ  ผู้หญิงบางคนอยากมีแฟนขับรถหรูเพื่อให้เพื่อนอิจฉาเล่น(เพื่อ??)
 
3.ไม่ต้องออกตังค์มาก  เนื่องจากหากเราโดยสารรถรับจ้างทั่วไป  ด้วยมารยาทอันดี  เราจักแชร์ค่าโดยสารหรือผลัดกันออกอยู่เนืองๆ  แต่ถ้าเค้าขับรถเค้าคงไม่บอกให้เราช่วยออกค่าน้ำมันหรอก(ถ้ามันพูดให้ออกจิงนี่ก็....นะ)
 
4.พ่อแม่ไว้วางใจมากขึ้น  (ในกรณีที่ฝ่ายชายขับรถดีนะ)มีรถมารับ-ส่งถึงบ้าน  ย่อมดีกว่าเอาลูกสาวเขาไปตุเลงๆอยู่ที่ไหน  ยังงัยก็ไม่รู้
 
5.เพื่อนๆเข้าข้าง   ช่วยกันเชียร์  เพราะเวลารับ-ส่งเค้าไปไหน  หากมีเพื่อนๆพ่วงไปด้วยก็นับว่าเป็นการทำคะแนนทางเพื่อนอีกตะหาก  เพราะเพื่อนสบายอะไรๆก็เข้าข้างมึงอ่ะ
 
6.สวีทหวานแหวว  สร้างความโรแมนติกได้ตามใจ  เป็นสถานที่ที่อยู่กันได้สองคนโดยที่ไม่มีอะไรรบกวน(หรือรบกวนได้ยาก)จะพูดคุยหยอกเย้าย่อมสะดวก  มีความเป็นส่วนตัว   หรือจะให้ไปหยอดคำหวานกันบนรถเมล์ยะ
 
7.ขีดจำดในการเดินทางลดลง  เพราะสามารถไปได้ในที่"ใดๆ"ที่รถมันวิ่งไปได้  รถเมล์ก็มีเส้นทางเดินสายของมัน  จะใต้ดินลอยฟ้าก็มีระยะสิ้นสุดของมัน  เพราะฉนั้นรถเนี่ยแหละ  ไปได้ดังใจคุณ
 
และทั้งหมดนั่นก็คืองานวิจัย(อย่างนั้นเลยเหรอวะ55)ที่เก็บรวบรวมมานานปี  อาจยังไม่ครบ เพราะกูรวบรวมมาได้แค่นี้  ขออภัยหากไปกระทบจิตใจใครมีอะไรเพิ่มเติมฝากไว้ได้ไม่ว่ากัน  ทีนี้มาดูงานวิจัยโดยกูเองมั่งดีกว่า
 
+ รถไม่เห็นสำคัญ  ถ้ามันไม่ได้พาไปในที่ที่เราอยากจะไป
+ รถไม่เห็นสำคัญ  ถ้าการเดินทางหลายต่อหลายสายเป็การสร้างความทรงจำร่วมกัน
+ รถไม่เห็นสำคัญ  ถ้าสบายแล้วอดจับมือกันฝ่าฟันความลำบาก
+รถไม่เห็นสำคัญ   ถ้ารักกูจิงก็ต้องเดินทางเป็นชม.ๆมาหากูให้ได้
+ รถไม่เห็นสำคัญ  ถ้าไม่ได้นั่งไปกับคนที่เราอยากไปด้วย
+และรถก็ไม่เห็นจะสำคัญ  ......ถ้าเราไม่ได้รักกัน
 
 
:: ทิ้งท้าย ::
-เพื่อนเรามีตั้งมากมายที่ก็ไม่ได้มีรถแต่เค้าก็คบกันมาได้เป็นปีๆ  ไม่เห็นจะเป็นปัญหาเลย
-จะรีบขับรถให้เป็นเร็วๆนะ  แล้วจะรีบชดใช้บุญคุญบุณเบาะทุกท่านที่เคยเอาตูดไปประทับไว้ 55+
-เกรงใจจิงๆ  แอบรู้สึกผิดทุกครั้งที่เวลาเพื่อนๆพี่ๆบางคน  ง่วงหรือตาเจ็บ  หรืออยู่ในสภาพที่ขับได้ลำบาก  แต่เราไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย  ขอโทษจิงๆ
-จะเลือกอะไรระหว่าง"มีรถแต่ไม่มีรัก"  กะ "มีรักแต่ไม่มีรถ"  อิอิ...
 
 
 
November 01

ถือมือ เอ้ย มือถือ

ตอนนี้ชักคิดจิงจังขึ้นมาแล้วว่า
..เทคโนโลยี..เนี่ย  มันผลิตขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก
อย่างเดียวแน่หรือ?
 
อย่างโทรศัพท์มือถือเนี่ย
เค้าทำขึ้นมาก็เพื่อติดต่อกันได้ง่ายขึ้นค่นั้นใช่มั้ย
โทรหาใครในตอนไหนก็ได้
ส่งเมจเสจหากันโดยไม่ต้องใช้การพูดคุยก็ได้
ทำให้การนัดหมายกันง่ายขึ้นก็ได้
แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ข้อดีเหล่านั้นน่ะสิ
 
คุณคิดว่าเราพึ่งเทคโนโลยีดารสื่อสารมากเกินไปรึเปล่า?
 
ถ้าไม่มีมือถือ...
คนก็จะมีความพยายามในการพูดคุยกันแบบเห็นหน้ามากขึ้นเช่น  อยู่ชั้น 2 ขี้เกียจเรียกเพื่อนขึ้นมา ก็โทรเรียกกันซะเดี๋ยวนั้นทั้งๆที่เดินไปชั้นเดียวก็ได้
 
ถ้าไม่มีมือถือ...
เราก็คงไม่ต้องมาทะเลาะกันหรือหงุดหงิดเวลาที่อีกฝ่ายไม่รับสายหรือโดนกดสายทิ้ง  แม้ว่ายังไม่รู้ว่าเค้าติดธุรอะไรอยู่
 
ถ้าไม่มีมือถือ...
เราก็คงไม่ต้องงุ่นง่านเมื่อพบว่า  ลืมมือถือไว้ที่บ้าน!!
กังวลทั้งวันว่าใครจะโทมาบ้างมั้ย  จะทำไงดี  บลาๆๆๆ
 
ถ้าไม่มีมือถือ...
เราก็ไม่ต้องมีภาระในการดูแลรักษาทรัพย์สินเรือนพันเรือนหมื่นเครื่องนี้  ไม่ต้องระแวดระวังภัยตลอดเวลา
 
ถ้าไม่มีมือถือ...
เราก็ไม่ต้องหงุดหงิดเวลาเครือ่งเจ๊งแล้วต้องมานั่งเซฟเบอร์ใหม่(โหย  เป็นร้อยอ่ะ)
 
ถ้าไม่มีมือถือ...
ก็คงไม่มีเด็กหน้าโง่ที่ส่งsmsไปเชียร์ตามรายการต่างๆมากซะจนพ่อแม่ต้องจ่ายเงินเป็นหมื่นๆ(หมายรวมถึงพวกที่เกินควรเท่านั้นคนที่อยู่ในความพอดีอย่าเพิ่งนึกด่า)
 
ถ้าไม่มีมือถือ...
คนเราน่าจะมีความตรงต่อเวลาและมีระเบียบในการนัดหมายที่แน่นอนมากขึ้น  เพราะไม่มามัวคิดแต่ว่า  เดี๋ยวค่อยโทหาก็ได้
 
และถ้าไม่มีมือถือ...
ตะโก้(หมาสุดที่เลิฟ)ก็คงไม่ต้องตาย  เพราะแม่คงหาตู้โทรศัพท์สาธารณะโทรมาทันทีที่นึกได้ว่ามันติดอยู่ในรถไม่พึ่งแต่มือถือที่อยู่ดีๆแบตก็หมด  ติดต่อใครไม่ได้
 
บางที  สัญญาณชีวิต  ก็ไม่สามารถรอได้เหมือนสัญญาณโทรศัพท์
..............................................
 
แต่อย่างว่าล่ะนะ  เราไม่ได้ต่อต้านการมีมือถือหรืออุปกรณ์อย่างอื่นแต่อย่างใด เพราะเรารู้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญทั้งในชีวิตของเราและต่อมวลชทั่วโลก  และเราเองก็ติดมือถือเหมือนกัน  เกือบจะขาดเธอ..ขาดใจ55  ไม่รู้ว่ากี่ปีมาแล้วที่เราปล่อยให้ไอ้เครื่องสื่อสารชิ้นนี้เข้ามามีอิทธิพลกับเราขนาดนี้
 
ไม่ว่าจะอย่างไร   ความพอดีก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
(นี่บอกตัวเองอยู่  ฮี่ๆๆๆ)
 
.......สื่อสารกับคนรอบข้างบ้าง....(คุ้นๆอีกแล้วเน่อะ 55)
 
::  ทิ้งท้าย  ::
-ขอบคุณทุกคนที่มาช่วยถ่ายแบบนะ เป็ดเป็ด ซันนี้
   นัว โอม พี่แมน เอ้ และบรรดานางแบบนายแบบ
   ขน  น้องจา  และนัดนิดเมทเลิฟ  งานนี้เสร็จ
  มีความสุขมากมายๆจิง  (แม้ว่ายังไม่เหนรูป 55)
  เพราะแค่ได้ทุกคนมาทำมันก็ดีมากๆแล้วล่ะ
-ขอโทดมั้นท์  ที่ผิดพลาดทางการสื่อสาร  คราวหน้า ชัวร์!
  (ปรากฏมันไม่ว่าง   แป่ววว)
-เด๋วเซตถ่ายแบบอันนี้เสดเมื่อไหร่จะรีบอัพรูปโชว์ทันทีเน้อ
 
:: อัพเดท ::
 
ติดตามรูปถ่ายแบบภาคแรกได้เต็มๆที่สเปซของพี่แมนนะจ้ะ  แอบเห็นว่าพี่แมนอัพเสดแย้ววว
 
หมายเหตุ..ขอความร่วมมือเพื่อสวัสดิภาพหลายๆฝ่าย  ห้ามตัดต่อรูปไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้นรวมทั้งนำรูปไปใช้ในทางมิชอบ  มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามแบบกูเนี่ยแหละ  ลงอาญาโดยไม่รอกฎหมาย  ขอบพระคุณ
 
 
 
 
October 19

"เพื่อน"

นึกอยู่ตั้งนานแหน่ะว่าจะอัพเรื่องอะไร
เพราะช่วงนี้ชีวิตก็ดูไม่มีอะไรให้อัพซักเท่าไหร่
 
และช่วงนี้เช่นเดียวกัน  ที่กระแส"เพื่อนสนิท"กำลังมาแรง
จิงๆแล้วก็ยังไม่ได้ไปดูหรอก  แต่เกิดคำถามบางอย่าง
ที่มันไม่ได้เกี่ยวกะหนังเรื่องนี้เลย
.............(อ้าว).............
แต่ช่างมัน
 
คำถามก็คือ 
"เราจะรู้ได้อย่างไร  ว่าเราเป็นเพื่นสนิทกันหรือยัง?"
 
น้อยคนหรือาจจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ  ที่ใครซักคน  อยู่ดีๆ
ก็มากอดคอเราแล้วพูดว่า"เฮ้ย  เราเป็นเพื่อนสนิทกันแล้วนี่หว่า"
 
แล้วเราเริ่มความสัมพันธ์ทั้งหมดที่ตรงไหน?
 
อืม..ใช่  เราเริ่มจากการเป็น"เพื่อน"ซะก่อน
แล้วไอ้คำว่า  เพื่อน  มันแปนเปลี่ยนจาก"คนรู้จัก"ตั้งแต่
เมื่อไหร่กันเนี่ย
...
ยากที่จะเข้าใจ   ยากที่จะพยายามเค้นมันออกมาจากความทรงจำ
...
บางคน...เราเห็นเค้าเป็นเพื่อนสนิท  
              แต่เค้าก็ไม่คิดอย่างนั้นด้วย
บางคน...เค้าเห็นเราเป็นเพื่อนสนิท 
               แต่เราก็ไม่เคยได้รู้มาก่อน
บางคน...เราเห็นเค้าเป็นเพื่อนของเราแล้ว 
           แต่สำหรับเค้าเรายังคงอยู่แค่เพียงสถานะ  คนรู้จักกัน
 
โดยส่วนตัว  เราไม่เคยคิดแบ่งแยก  ว่าคนนั้นเพื่อนสนิทชั้นนะส่วนคนนั้นเพื่อนเฉยๆ  แต่ในบางอารมณ์...การแสดงออกของพวกแกๆทั้งหลาย  มันก็ทำให้เราฉุกคิดอะไรขึ้นมา
 
ไม่รู้เมื่อไหร่ที่สรรพนามแทนตัวเอง  จาก"เรา"  เป็น  "กู"
ไม่รู้เมื่อไหร่จากที่เคยเรียก  "ส้ม"  เป็น  "มึง"
                    (ไม่นับ  ฉ้มฉ้ม  เหี้ยส้ม  อีส้มหรืออื่นๆ)
ไม่รู้เมื่อไหร่  ที่เราสามารถเตะตูดกันได้อย่างไม่มีท่าที
                     เกรงใจซักนิด
ไม่รู้เมื่อไหร่  ที่เราไม่ได้พูดสวัสดีแต่ใช่การกวนตีนยียวน
                    แทนการทักทาย
ไม่รู้เมื่อไหร่  ที่เพื่อนผู้หญิงกล้าจิ้มนมเล่นกันอย่าง
                    ไม่อายฟ้าดิน(555)
ไม่รู้เมื่อไหร่ ที่พวกมึง(ผู้ชาย)เล่าเรื่องเร้นลับบางอย่าง
                    ได้กลางวงแม้ว่ามีกุกะเป็ดซึ่งเป็นผู้หญิงแท้ๆ
                     นั่งอยู่ด้วย (หรือแกเหนว่าเราไม่ใช่วะ)
 
แล้วก็ไม่รู้เมื่อไหร่ 
..... ที่เราเกิดความรักความผูกพันกับพวกแกมากขนาดนี้...
       
มองในแง่ดี  ความสนิทที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้เรา 
 "ใกล้"กันมากขึ้น
สนิทใจมากขึ้นขึ้น
พูดกันเปิดอกมากขึ้น
แต่มองอีกมุมหนึ่ง  ก็ไอ้คำว่าสนิทเนี่ยแหละ
ที่ไปบั่นทอนคำว่าความเกรงใจหรือความพอเหมาะพอควรลงไป(ที่พูดมาไม่ได้ต้องการพาดพิงถึงใครทั้งสิ้น)
เพราะฉนั้น  ถ้าเราลามปามอะไรพวกแกไปเมื่อไหร่ 
ก็ขอโทดด้วยแระกันนะ  เราแค่อยากสนุกด้วยน่ะ  อิอิ
 
ดีใจจริงๆ  ที่ได้เป็น  "เพื่อน"  กับพวกคุณๆ
 
         ................................
 
ภาคผนวก - ขอโทดเป็ดเป็ดที่บางครั้งเผลอตัวเผลอใจแกล้ง ตามพวกมันไป  โอ๋ๆ  ล้อเล่นนะก้ะ
                - ถ้าบางครั้งมันเกินไป  ก็ขอโทดจากใจจิงนะ
                -  คิดๆแล้ว "เรา"  มา"สนิท"  กันได้ยังงัยน้า??
                      (นั่นสิวะ)
                -เขียนให้ทั้งเพื่อนสามเสน  เพื่อนเจซี  เพื่อนคณะอื่นๆ  และทุกๆคนที่เราได้รู้จักกันนะค้า
             
October 03

หากเวลาของเราต้องจบลง?

...รู้กันดีทุกคนอ่ะนะ  ว่า"ชีวิต"ของมนุษย์ 
จะสิ้นสุดลงวันไหนย่อมไม่มีใครรู้
 
สิ่งที่ผ่านมา..ก็จะอยู่ในความทรงจำของคนที่เหลืออยู่
ส่วนเรื่องของอนาคต..ก็เป็นเรื่องที่
คนที่เหลืออยู่เหล่านั้นต้องจัดการกันไป
 
มี"หลายๆเรื่อง" ที่เราอยากบอกกับ "หลายๆคน"
นึกจะบอกๆอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ได้พูดไป
บางครั้งก็ลืม
บางครั้งก็คิดว่าไม่จำเป็น
และบางครั้ง  ก็เพราะเป็นเราเองที่มองข้ามความสำคัญของมันไป
 
มีอยู่วันนึงไปแอบอ่านสเปซเพื่อนมั้นท์คนนึง
เค้าเขียนพินัยกรรมน่ารักๆสั้นๆ  ขึ้นมาหนึ่งฉบับ
อ่านแล้วก็ปิ๊งเลย  ชอบ  ชอบมากๆ
อยากเขียนบ้าง  เพราะอย่างน้อย  พินัยกรรมฉบับนี้ก็เป็นบางอย่างในใจ
ที่ถือเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราทิ้งไว้ก่อน..ตาย
 
พินัยกรรมของข้าพเจ้านางสาวธัญญา  หาญทวีวัฒนา
อายุตั้งแต่ลืมตาดูโลก  ถึงตอนนี้ก็  21ขวบ
ขอทิ้งพินัยกรรมโดยให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านเป็นพยาน...ดังนี้
 
1.ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีค่า(ที่ไม่ค่อยมีอ่ะ)ยกให้..พ่อแม่ทั้งหมด  เพราะทั้งหมดนั่นก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของท่านทั้งสิ้น
2.คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ที่มียกให้..แตงโม  เพราะแย่งกุใช้มาตั้งแต่เกิด
3.เอกสารทางการเรียน  ยกให้..น้องและหลานเหลนรหัสต่อไป  อย่าให้ทรัพยากรต้องเสียของ
4.เครื่องประดับน่ารักๆยกให้..อีมั้นท์เพราะเหมาะกับมัน
   ส่วนเครื่องประดับที่แรดๆยกให้..อีนัดนิดเพราะเหมาะกับมันเช่นกัน 555+
5.กางเกงเลอีปูม  วานใครช่วยไปคืนมันที  ยืมมาเป็นเทอมยังไม่ได้คืนเลย  เดี๋ยวเรายังไม่หมดห่วงไปเกิดใหม่ไม่ได้
6.ภาพถ่ายและฟิล์มทั้งหมดทั้งสิ้นยกให้..หมา  เพราะโอมทำให้เราได้มีโอกาสสัมผัสชีวิตแบบนั้น
7.สร้อยคอทองคำขาว  ยกให้..ไอ้ยูน  เพราะสูงสุดคืนสู่สามัญ
8.หนังสืออ่านเล่นทั้งหมด  ใครเอาไปแล้วได้ประโยชน์ก็เอาไปเถิด
9.ความทรงจำดีๆทั้งหมดยกให้..ทุกคนที่มีส่วนร่วมสร้างมันให้เรา   ขอให้เก็บมันไว้แล้วนึกถึงเราบ่อยๆ
10แหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายยกให้..แม่  เพราะเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ติดตัวเราตลอดเวลามาเป็นเวลา6ปี
 
 
ตอนนี้นึกออกแค่เนี้ย  ถ้านึกได้อีกแล้วจะมาอัพใหม่
 
ขอให้ทุกๆคนโชคดี  รักษาสุขภาพกาย+ใจตัวเองให้แข็งแรง
 
รัก  และเป็นห่วงเสมอนะ  เด็กโง่...อิอิ
 
ปล.ถ้าเราตายแล้ว   ช่วยๆกันมาดูแลพ่อแม่เราด้วยล่ะ  ขอบพระคุณเน้อ
 
ปล.2ตามเสียงของหัวใจ  ถึง ทัช(ชิ่ง)  สำหรับหัวใจกุที่มึงได้ไปแล้วนั้น...กุไม่ขอคืน  เพราะมันตกเป็นของมึงตั้งแรกเกิดแล้ว  พรหมลิขิตบันดาลให้กุหลงรักมึงตั้งแต่ชาติที่แล้วววววนู่นแน่ะ
September 14

เบื้องหลังของเบื้องหลัง

สงบศึกกันไปเรียบร้อยแล้วครับกับ"ศึกวังค้างคาว"
ละครเวทีวารสารศาสตร์ประจำปีนี้
 
และจบลงแล้วเช่นกัน  กับหน้าที่เมคอัพคนหนึ่งสำหรับศึกครั้งนี้
 
จากเดิม   ที่ต้องขอสารภาพโดยดุษฎี  ว่าข้าพเจ้ามิเคย
ใส่ใจใยดีอะไรกับคำว่า  ละครคณะเลย  ด้วยหลายๆสาเหตุ
(หรือข้ออ้าง)    เป็นต้นว่า
....ไม่รู้จักใครซักคน  ไม่กล้าทำเดี๋ยวเค้าหาว่าเสือก
.....เป็นหลืบ  รุ่นพี่ก็ไม่รู้จัก  ไม่รู้จะไปทำไม
.....ทำที่ท่าพระจันทร์มันไกลอ่ะ  ไว้ปี3ค่อยทำละกัน
และอื่นๆอีกมากมาย
 
แต่แล้วเมื่อเวลามาถึง(ความอาวุโสมาเยือน)  ก็ถึงคิวที่เราต้องออกไปทำงานทำการ  ทำอะไรเพื่อคณะบ้าง  หน้าที่ที่ตอนแรกก็กะว่าจะไป"ทำนิดๆหน่อยๆ"  ก็คือการเป็นเมคอัพ  หลังจากไปฝากเนื้อฝากตัวกับรุ่นพี่หัวหน้าฝ่ายทั้งหลาย  โดยมิได้รู้ตัวซักนิดว่ากำลังแหย่ตีนเข้าไปเหยียบในฝ่ายนี้อย่าง"เต็มๆ"   เต็มจริงๆครับ   ทั้งวันซ้อมวันจริง  เค้าเรียกไปทำงานตลอด  และกระผมก็ไปทุกครั้งไม่เคยเบี้ยวเลยน้า(แอบโม้ๆ)ไปด้วยความเต็มใจมากๆ
 
ใครว่างานเมคอัพสบายมาต่อยกะกรู!
 
ตื่นเช้ามารอนักแสดง  แบ่งคนแต่งหน้า  ลงครีม  ลงเบส  ลงรองพื้น  แต่งๆๆๆๆตา แก้ม ปาก คิ้ว   แต่งๆๆๆ  แต่งกันเข้าไปจนกว่าจะเป็นที่น่าพอใจ  แต่งคนนี้เสร็จปุ๊บ  ถ่อสังขารไปแต่งคนอื่นต่อ  แต่งเสร็จปุ๊บอีหน้าแรกเรียกให้ไปเติมหน้าให้หน่อย  เราก็ต้องหอบหลังยอกๆของกรูตามมันไป  ได้เวลาเบรค  รีเฟรชหน้ากันสุดฤทธิ์  เอาให้หน้าเด้งปากฉ่ำไปตามๆกัน  เดี๋ยวแต่งแขกเดี๋ยวแต่งทหารเดี๋ยวแต่งนางเอกเดี่ยวแต่งผีเดี๋ยวแต่งหัวหน้าแม่บ้าน   เออ  วันนึงๆนี่ได้หลายหน้าดี  ถือว่าฝึกมือ  อะไรๆก็ดีอ่ะ  เสียอย่างเดียว...ชั้นไม่ได้ดูละครเต็มๆเลยซักรอบ  เพราะต้องอยู่คอยเปลี่ยนชุดเปลี่ยนหน้านักแสดง  ปีนี้ก็อดไป  ว้า..เสียดายจัง
 
วันสุดท้าย  งานจบ  อะไรๆก็เหมือนจะดี 
...นี่เราไม่ต้องกลับบ้านตี2ตี3  ไม่ต้องนั่งแต่งหน้าจนหัวบาน
...จะได้เข้าเนรียนแล้ววุ้ย   โดดไปหลายคาบที่เดียว
   ...เย้  ดีใจ  ได้พักเสียที 
แต่แล้ว..
 
...อะไรๆก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิดตอนแรก 
เพราะเรากลับรู้สึกไม่อยากให้มันจบ 
ละครครั้งนี้ได้สอนและได้ให้อะไรๆแก่อีส้มคนนี้มากมายเหลือเกิน
 
..เราได้พี่  ได้น้อง  ได้เพื่อนใหม่ๆ(ที่บางทีไม่ใหม่แต่กูไม่เคยคุย)   ได้ประสบการณ์การทำงานคณะแบบจิงจังเหี้ยๆ  ได้ฝึกแต่งหน้าโดยมีนายแบบนางแบบมากมายเหลือเกิน(โดยเครื่องสำอางฟรี  ไม่ต้องออกเอง55)  ได้รู้สันดานแก่นแท้ของมนุษย์บางตน  และที่สำคัญเราได้เห็นและสัมผัสกับ"ความตั้งใจ"  ของทุกๆคนที่มาร่วมกันทำงานนี้  จะมากจะน้อยไม่รู้ล่ะ  ที่สำคัญคือความตั้งใจ  เห็นความสำคัญของคณะและเห็นว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของเจซี  พลังคณะเราแรงจิง!!!
 
ปล.-หยุดไซโคให้กูเป็นเฮดเมคอัพปีหน้าเถอะ  กูเครียดแล้วเนี่ย  กูฝีมือไม่ถึงเห้อะ
      -เบือ้งหลังที่ไม่ค่อยมีใครเห็นความสำคัญ  ฝ่ายเรามันลูกเมียน้อยจริงๆ
      -จิงอย่างพี่เมาะว่า  เราเป็นฝ่ายตุ๊ด  พักหลังนี่หลายคนเริ่มทักแระว่ากูเหมือนกระเทยอ่ะ
September 01

ส้ม

     ... ครั้งนึงเคยได้อ่านสเปซพี่หวี
ได้เขียนถึงเมลล์ที่ให้ตอบคำถามแล้วส่งต่อๆกันไป
คือให้ผู้รับรู้จักเรามากขึ้น
หรือพรีเซนส์ตัวเองนั่นเอง
วันนี้อยากพิมพ์แต่ไม่รู้จะพิมพ์อะไร 
จึงขอเลียนแบบชั่วคราว  อิอิ
รวมถึงการตอบคำถามที่หลายๆคนชอบมาถาม
อ่านก็ดีไม่อ่านก็ได้   ไม่ว่ากันเน้อ
 
-ชื่อ...นางสาวธัญญา   หรือที่เรียกจนชินปากว่า 
ส้ม  ส้ม  และ  ส้ม
 
-สีที่ชั้นชอบ(มั้นท์รู้ดี)...สีขาวและ
แน่นอน  สีชมพู  ยิ่งมันมารวมๆกัน  น่ารักมากๆ
 
-เคยดัดฟันตอนม.4  เพียง7เดือนก็เสร็จ 
แต่จนถึงตอนนี้  ยังคงต้องใส่รีเทนเนอร์อยู่เลย
 
-เข้าเจซีเพราะเพื่อนเลือกให้  (???)  แต่ตอนหลังพบว่า
โชคดีจิงๆที่มันเลือกคณะนี้ให้  รักเจซีมากๆคับ
 
-คนที่คิดว่าน่ารัก...ตอนนี้นะ  แป้ง  อรจิราครับ 
เธอช่างขาวงามดีแท้  และเราไม่ได้ชอบว่าคนนู้นคนนี้
ไม่น่ารัก  เพียงแต่บางครั้งแอบคิดว่าไอ้คนที่พวกมันชมอยู่
ไม่เหนจะน่ารักได้สมกับค่าชมเลย  ก็เท่านั้น
 
-คนที่กะลังไม่ชอบอยู่...กาละแมร์  ขอโทดคนที่ชอบนะ 
 แต่อ้าปากทีไรขัดหูขัดตาทุกที  ขอโทดจิงๆ
ที่เรามิอาจวางตัวเปนกลางได้ 
 
-ทำไมชอบใส่เสื้อสีดำ...ง่ายๆครับ  ใส่แล้วผอม 55 
ไม่ช่ายยย  เพราะเข้ากะกางเกงอะไรก็ได้มากกว่า
และชอบเสื้อสีขาวกะดำล้วนๆ
 
-ทำไมเป็นสิวแล้วไม่หาหมอ...เอ่อะ  ก็ที่เป็นอยู่
นี่ก็เพราะแพ้ยาหมอนั่นแหละก้ะ  ชั้นรักษาตัวเอง
มาปีนึงแล้ว  ดีกว่าตอนแย่ๆ100เท่า
 
-เมื่อไหร่จะยืดผม...จนกว่าเพื่อนๆจะทนไม่ได้ 
ไล่ไปยืด(เพื่อนที่ว่านี่ไม่นับไอ้ชิ่งนะ  มันบิ้วให้ยืดทุกทีที่เจอ)
 
-ทำไมเกลียดผู้ชาย...ป่าวเกลียด  แค่คิดว่าโลกนี้
ผู้ชายดีๆมีน้อยกว่าที่เลวๆ  ดังนั้นโอกาสที่จะเจอคนที่ดี
จึงน้อยมากกกกกกกกกกกกก
 
-ทำไมจึงอยู่แต่กับมั้นท์...เพราะกลุ่มส้มมีมันท์  
กลุ่มมั้นท์มีส้มน่ะสิ  สมาชิกกลุ่มเราเยอะมาก
จนนับไม่ถ้วนเลย
 
-จริงๆเป็นคนเปราะ  และขี้น้อยใจ  แต่ไม่อยากแสดงออก
เพราะถ้างอนแล้วคนไม่ง้อ  มันยิ่งน่าน้อยใจเข้าไปใหญ่ 
และขี้หนาวด้วย  ต้องพกเสื้อกันหนาวติดตัวไว้ตลอด
 
-ทำไมชอบทำหน้าตูด...กุป่าวตั้งใจทำ 
ธรรมชาติหน้าฉันมันเปนเยี่ยงนั้น  รู้จักแล้วจะเข้าใจ
(อย่าเพิ่งด่วนหมั่นไส้หรืออยากตบนะ  เค้าป่าวดุนะ)
 
-สัตว์เลี้ยงสุดโปรด...หมาคับ  แต่ตัวที่รักแสนรัก
เพิ่งตายไป T_T  คิดถึงแกนะ  ตะโก้
 
-เรื่องซวยที่สุดช่วงนี้...แม่ถูกหมาข้างบ้านกัด
ถูกเย็บ30เข็ม  และยังคงนอนอยูที่รพ.
 
-สิ่งที่รอคอยอยู่...ห้องน้ำใหม่ที่บ้าน
เมื่อไหร่หนา  มันจะสมบูรณ์ดังเดิม
 
-ตอนนี้คิดถึงเพื่อนเก่าสุดๆ  ไม่ว่าจะ/9  หรือ/5
อยากนัดเจอรวมแกงค์จิงๆ  คิดถึงนะ  ตัวเอง
 
-ตอนปี2  มีรูมเมทเป็นดรัมมหา'ลัย  ชื่อแพร์
หรือที่ชั้นเรียกว่านัดนิด  มันเนี่ยแหละ
ที่ทำให้ชั้นดูหน้าตาแย่ลง  แย่ลง
 
-เมื่อไหร่จะมีแฟน???...เอ่อ 
ไปถามอีกคนแล้วกันนะ  ไปละ
 
แค่เนี้ยแหละที่นึกออก  ขอบคุณที่อ่าน  และขอบคุณเผื่อยังคนที่ไม่อ่านด้วย  ยังดีที่อย่างน้อยก็ได้รู้จักกัน  ขออภัยถ้าพาดพิงใคร  และสุดท้ายอย่าลืมมาดูละครเวทีวารสารนะ "ศึกวังค้างคาว" 4/8-11 กย.นี้นะจ้ะ  ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ครับผม
 
 
August 20

อยากอยู่กี่คน?

   ...แต่ก่อน
กลับคนเดียว
กินคนเดียว
เดินตนเดียว
นั่งคนเดียว
คิดคนเดียว
และอะไรๆอีกมากมายที่ทำด้วย  ตัวเอง..คนเดียว
ก็ไม่เห็น  เป็นอะไร...
 
...แต่พอ
มีคนกลับด้วย
มีคนกินด้วย
มีคนเดินด้วย
มีคนนั่งด้วย
มีคนคิดด้วย
และอีกหลายๆอย่างที่มี"คนทำด้วย"
ก็ดี   รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อย
แต่ก็ไม่เหนจะต่างจากเดิมเท่าไหร่แค่มีอะไรๆ  เพิ่มเป็น2ที่
 
แต่พอมาวันนึง  "เค้า"หายไป
ไปไหนไม่รู้  รู้แต่ว่าไม่มีเราอยู่ที่นั่น
และก็ไม่คิดจะเอาเราไปที่นั่น
 
"ชิวิต"  ก็เหมือนขาดอะไรไปซักอย่าง  ขาดสีสัน  ขาดรสชาติ  ขาดอารมณ์ 
ขาดความรู้สึก  ขาดผัสสะ  ขาดชิวิต...
     ใช่แล้ว  ขาดชิวิต  เพราะตอนนั้นมันเป็น
 "ชีวิต..ที่ไร้ชีวิต"
 
ต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม...ที่มัน   ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เวลาที่ต้องทำอะไรๆคนเดียว  
แต่ก่อนทำได้สบาย    แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่ายากที่จะทำ
ยาก   เพราะทำไม่ได้  หรือว่า  ยาก  เพราะไม่อยากทำ
 
ไม่แปลกที่คนเราจะรู้สึก เหงา ขึ้นมา  ในบางช่วงเวลาที่เราไม่มีใคร
แต่มันน่าแปลก...ที่บางครั้งในยามที่เรามีใครแต่ไม่ได้เจอกัน
...มันเหงายิ่งกว่าตอนที่อยู่คนเดียวซะอีก....
 
มนุษย์นี่เข้าใจยากจริงๆ   ว่ามั้ย?
August 12

แย่ว่ะ

ก่อนอื่นต้องขอ  สุขสันต์วันแม่  ก่อนเลยละกันนะ  เพราะปีนึงมีครั้งเดียว  รักแม่มากๆนะทุคน  ลองนึกดูดิว่าวันนึงกลับบ้านมา  ปรากฎว่า  แม่ไม่อยู่แล้ว  แม่จากเราไปแล้ว  ไปอย่างไม่มีวันกลับไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ  แค่นั้น..ก็เพียงพอที่ทำให้เราลืมโกดแม่ไปได้ชั่วขณะนึงเลย
 
พูดถึงแม่  เฮ้อ  นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องเซงของวันนี้เลยทีเดียว  ตื่นมาแต่เช้านั่งประดิดประดอยเขียนอวยพรทำตุ้มหูให้เค้า  เค้าเปิดประตูมาบอกว่าจะเอาการ์ตูนไปทิ้ง  ไอ้เราก็บอกว่า  ทิ้งเลยก็ได้แต่เก็บตั้งตรงหัวมุมไว้1ตั้งนะ  ตั้งนั้นของสำคัญ
 
แต่แล้ว..ไม่ว่าจะด้วยพูดคนละภาษา  หรือคนละความเข้าใจก็ตาม 
แกตีโพยตีพายบ้านแทบแตก  แหกปากซะลั่น  สรุปว่าด่ากู..ว่ากูมันลูกไม่ดี  อวดเก่งไร้มารยาท  พูดจายอกย้อนเถียงคำไม่ตกฟาก  จะย้ายบ้านแล้วต้องเก็บของไม่เข้าใจหรือไง  ไม่ช่วยแล้วยังทำให้ลำบาก  ตามเก็บอยู่คนเดียวมันเหนื่อยรู้มั้ย..และ...บลา บลา บลา...

เรานั่งฟังเงียบๆขี้เกียจเถียงอะไรออกไป  เถียงไปก็ต่อความยาวสาวความยืด
ไม่ใช่ว่ายอมรับผิด
ไม่ใช่ว่าปิดหูปิดตาไม่ฟังเค้า
แต่...ตอนนั้นกะลังคิดว่า"กูยังไม่ได้ว่าอะไรเลย  ไม่ได้บอกว่าอย่าเก็บ
กูพูดแค่ว่า  อย่าทิ้ง(แค่1กองอีกตะหาก)  และยังไม่ได้พูดซักคำว่า  จะไม่เก็บ"
และที่สำคัญคือ..วัน  นี้  เป็น  วันแม่  เราต้องยอมแม่
แต่งตัวเสร็จนอยจัดมาก เลยออกจากบ้านไปทำธุระกะแกงค์ไทยเยนซะเลย  ขี้เกียจอดทน
 
นั่นเป็นหนึ่งในบรรดาเรื่องแย่ๆที่เกิดขึ้น  แต่เรื่องแย่ๆอื่นๆจริงๆแล้วก็ไม่มีหรอกนะ
ไม่มีเรื่อง...ไม่มีการกระทำ...แต่ดันรู้สึกว่ะ
รู้สึกว่าตัวเองกะลังเศร้า+เหงา+ทุกข์+เครียด
+เซง+กลุ้ม+ลังเล+ว้าวุ่น+ฟุ้งซ่าน+น้อยใจและอื่นๆอีกมากมาย
ที่ไม่มีใครได้เห็นเรานั่งหน้าเศร้าหรอก
 
ไม่ใช่ว่าเข้มแข็งนะ  แล้วก็ไม่ใช่ว่าขี้เก๊กด้วย
แต่ตอนที่ทุกๆคนเห็นมันไม่ได้เป็นอะไรงัย
มันดันมาเป็นตอนอยู่คนเดียว  แถมเป็นอยู่ได้ไม่เกิน10นาทีซะด้วย
 
55+ฟังแล้วดูตลกๆ  แต่เราก็ไม่ได้เป็นอะไรนะ  แค่คิดว่ามาระบายตรงนี้ซัก1บลอค  น่าจะทำให้10นาทีทุเรศๆนั้นหายไปได้  ก็แค่นั้นแล..แหะๆ ๆ ๆ
 
ปล.รับน้องหนุกมากกกกกดีมากกกก  
ดีใจที่ได้รู้จักกับทุกคน
ดีใจที่ได้อยู่บายศรีถึงเช้า(ครั้งแรกเล้ย)
ดีใจที่ได้อยู่เจซี
และ...ดีใจที่ปีนี้  กูกะอีมั้นท์มีรูปแล้วโว้ยย!!! 555
ปล.2ยังงัยๆก็รักแม่ที่ซู้ดดดดดดเรยนา ^_^
 
July 25

เลขชีวิต

    รู้สึกตัวอีกทีอายุอานามก็เข้าหลักสองไปแหล่ว  จำได้ว่าตอนอายุ 18 ก็เคยคิดว่า"เฮ้ย  นี่เรา18แล้วนะ  เลือกตั้งได้แล้ว  หัดทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่บ้างสิวะ"  และก็คิดที่จะพัฒนาตัวเองมากมาย  จะปรับปรุงนิสัยแย่ๆ  จะลด ละ เลิกนิสัยเลวๆ  ตอนนี้ผ่านมาก็หลายปี  แต่...พัฒนาการทางสมองและความคิดยังหยุดอยู่ที่เดิม!!!
-จะพูดเพราะๆกะพ่อแม่(ตอนนี้ก็ยังพูดทั้งแข็งทั้งห้วนอยู่ดี)
-จะเลิกซื้อข้าวของไร้สาระสิ้นเปลืองเงิน(เหอะ  อย่าให้พูดเลย)
-จะตั้งใจเรียน  ทบทวนบทเรียนทุกครั้ง  เกรด4ทุกตัว(กรุณาอย่าถามเกรดนะ  พลีสส..)และอีกมากมายที่...เหมือนเดิม
     "ทำไมไม่โตซักที"  คิดกับตัวเองบ่อยๆ  นั่นสิ  อะไรที่เราตัดสินว่าคนเรา"โต"ขึ้น 
ตอนเด็กๆคงเป็นความสูงมั้ง  ใครปิดเทอมแล้วสูงขึ้นมากสุดก็ถือว่าโตขึ้นมากสุด  (แต่ตอนเด็กๆนี่ไม่อยากสูงเลย  เราอยู่หัวแถวแถมตัวเบ่อเร่อ  อ๊าย..อาย  อยากตัวเล็กๆ    เพิ่งมารู้สึกตัวเอาตอนนี้ว่า  คิดผิด555)
 
ต่อมาก็คิดว่าใครที่วางมาด  วางท่าทางสุขุ้ม  สุขุม  เนี้ยบไร้ที่ติ  นั่นแหละคือคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเองสูง  ต้องดูแลปกป้องและมีความรับผิดชอบสูงมาแน่นอน  แล้วไง  สุดท้ายก็แข็งนอกนุ่มใน(งอแงอะไรมากมายกับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล  คิดมากเกินเหตุ  ฟุ้งซ่านคุมสติตัวเองไม่อยู่)
 
โตขึ้นมาหน่อยก็รู้สึกว่าใครที่มีความคิดแตกต่างจากคนอื่นนี่(อินดี้นี่หว่า)เค้าช่างเป็นผู้ใหญ่ดีจิง  ทึ่ง  อึ้ง แบบ  โห..คิดได้ไงอ่ะ  อะไรประมาณนี้ (แต่สุดท้ายก็พบว่าบางคนที่เราเคยปลื้ม  เค้าไม่ได้จิตบรรเจิดอย่างที่คิด  แต่กลับลอกความคิดคนอื่นมาทั้งนั้น  รู้เพียงผิวเผิน  หลอกให้เราหลงใหลแต่เปลือกนอก  แท้ที่จิงแล้วข้างใน ต้ะ ติ้ง โหน่ง - - แปลว่ารัยวะ)
    แล้วมองย้อนกลับมาดูตัวเอง  ยิ่งเวลาเจอเพื่อนเก่าๆนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย  ก็พบว่า  ไม่ใช่แค่เพียงรูปร่างหน้าตาของมันเท่านั้นที่เปลี่ยนไป  ความคิด   ทัศนคติและนิสัยของมันก็เปลี่ยนไปด้วย(สำหรับบางคนขออนุญาติใช้คำว่า สันดาน)  บางส่วนก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจนเราแทบจำไม่ได้ว่า ไอ้นี่รึคือคนที่เคยไร้สติกับเรื่องเล็กน้อย  แต่ตอนนี้มานั่งปลอบใจกูเฉยเลย  ส่วนบางคนขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ  ก็ไปไกลจนเกินกว่าจะกู่กลับมาได้แล้ว
   อีกแปบเดียวเราก็จะพ้นคำว่า"นักศึกษา"ซะแล้ว  ไอ้เราน่ะก็เสียเวลาไปกลับการทำตัวเป็นหลืบคณะซะเป็นปีๆ  กว่าจะรู้ตัวก็ปีสามแล้ว(ซึ่งก็ยังเป็นหลืบหน่อยๆอยู่ดี55)   แต่ตอนนี้กะว่าจะพยายามกอบโกย  เก็บเกี่ยวอะไรๆใน(ชิวิต)รั้วมหาลัยให้ได้มากๆ  ก่อนที่เราจะเปลี่ยนสถานภาพเป็น  "ลูกจ้าง"ไปซะก่อน 
เอาวะ  ให้ใครๆเค้าร่ำลือกันไปเลยว่า  ไอ้ส้มนี่มันยิ่งโต..ยิ่งสวยว่ะ  (อันนี้ไม่เกี่ยว  สนองตัณหาตัวเอง55+)
ปล.(แถมให้ตัวเอง)สิ่งที่เคยทำตอนเด็กๆ  เพิ่งนึกได้  (ไม่รู้จะมีใครเคยเหมือนเรารึป่าวอ่ะดิ)
-ฉี่ในสระว่ายน้ำ(อายว่ะ)
-ชอบเล่นเกมลากเส้นต่อจุด(ถึงขั้นซื้อหนังสือมาเล่น)
-แย่งกันนั่งหน้าในห้องเรียน(โคดปลาทูอ่ะ)และเก็บไมค์ให้อาจารย์
-ถ้ามีกล่องดินสอแบบฟังค์ชั่นเยอะๆ(มีปุ่มกดนู่นนี่ได้)จะถือว่าล้ำมากกกก
กินไอติมยี่ห้อโฟร์โมส  และอ่านขายหัวเราะ     etc.
July 17

โรคประหลาด

  แม่เคยถาม(เพื่อนก็เคยถาม)  ว่าทำไม  ส้มถึงชอบเป็นโรคประหลาดๆ  ไม่ป่วยแบบชาวบ้านทั่วไปเค้าบ้าง  ป่วยแปลกๆมันเปลืองรู้มั้ย  (อ้าว  ซะงั้นอ่ะแม่)
   ปกติจากเดิมที่ป่วยบ่อยมากกก  จนตอนนี้นานๆครั้งก็นับว่าดีมากแล้ว  แต่ทำไมจากเดิมที่ป่วยเป็นโรคพิลึกๆ  ถึงตอนนี้ก็ยังป่วยบ้าๆบอๆอยู่อีก  ตั้งแต่จำความได้หมอมักจะบอกว่า  "เออ  เคสนี้หายากแฮะ"  หรือไม่ก็ "ไม่แน่ใจเหมือนกัน  ไม่เคยเจอ"  ไม่รู้ว่าเค้าหมายความอย่างนั้นจิงๆ  หรือต้องการทำให้มันยุ่งยากเพื่อที่จะได้เรียกเอาเงินค่าตรวจจากเราเยอะๆก็ไม่รู้ (แต่เพื่อที่จะไม่เปนการคิดลบ  เอาวะ  เชื่อหมอ  เพราะทีคนอื่นๆใดๆมารักษาก็ไม่เหนเปนอย่างกูซักคน)
    จนถึงล่าสุด  โรคบ้าบอที่เป็นคือ  เลือดออกจากหัว !!!  ฟังดูน่ากลัวเนอะ  แต่จิงๆมันเป็นโรคงี่เง่ามากกว่า  อยากจะบอกว่านั่งอยู่ดีๆเลือดก็ไหลออกมาจากท้ายทอยมากมาย  สร้างความตกใจให้กับบรรดาเพื่อนฝูง(โดยเฉพาะเป็ดเป็ด  โอ๋ๆๆ  ขอบคุณที่ช่วยดูให้นะจ้ะ)  ปกติเลือดออกจากหนังศีรษะเนี่ย  ไม่ว่ากรณีใดที่ไม่ใช่หัวแตก  มันควรจะออกมาเพียงเล็กน้อย  พอขำๆ  แต่นี่ไม่ครับ  มันไหลมาเต็มทิชชู่เลย  ชักขำไม่ออก  นี่กูเป็นโรคบ้าอะไรอีกเนี่ย  สุดท้ายหมอบอกว่าคล้ายๆชันนตุน่ะแต่ไม่ใช่  แผ่นโปรตีนที่หัวมันถูกกระเทือนจนเลือดออกแล้วเราก็ซับเลือดจนบลัดคอตมันหลุดเลือดเลยไหลเรื่อยๆ  ไม่ได้เป็นอะไรมากเล้ยยยย(แต่ยังงัยกูก็ตกใจอยู่ดีอ่า)
   
   โรคบ้าๆ  มักเกิดกับคนบ้าๆ...(แม่ก็พูดไว้อีกน่ะแหละ  )
 
   เคยเป็นโรคกระเพาะ  รักษาอยู่5ปีกว่าจะหาย  หมอกลัวแผลเรื้อรังจะเป็นมะเร็งจับกูตรวจแกสโตรสโคป  หมดไป2หมื่นกว่าบาท  แล้วพบว่า  ไม่เป็นไรปลอดภัยดี(จิงๆก็ดีอ่ะนะ  แต่ตอนนั้นแอบคิดจิงๆจังๆว่า  เจอแผลยังดีซะกว่า  ให้มันคุ้มๆค่าตรวจซะหน่อย  คิดไปด้าย) 
    หรือการที่เอาชีวิตไปฝากไว้ที่รพ.ธรรมศาสตร์แสนรัก  กูเครียดเรื่องป่วยจะแย่อยู่แล้ว  ยังจะจับกูไปตรวจฉี่อีก(ครั้งแรกจิงๆครับ  ไม่เคยตรวจมาก่อนเลย)  รอเป็นชั่วโมง  แล้วไง  ผลออกมาปุ้บ  หมอเรียกไปคุยแล้วบอกว่า
"เอ่อ  ไม่รู้เหมือนครับว่าเป็นอะไร  เอางี้ละกัน  เอายาแก้ปวดไปก่อน  อีก2-3วันถ้าไม่หายค่อยมาใหม่"  และแน่นอนครับ  กูกลับมาหอพร้อมซาร่า  2แผง!!!
    ยังมีโรคมากมาย  ที่เคยเกิดขึ้นกับเราแต่ไม่เคยไปปรากฎอยู่ที่คนอื่นๆเลย (และจะไม่เกิดด้วยแหละ)  เข้าโรงบาลก็หลายครั้ง  แต่ตอนนี้ดีแล้ว  แหะๆ   (แทบจะ)เหมือนคนปกติ  ไม่เจ็บไม่ป่วยอะไรเท่าไหร่  ยังงัยๆนี่ก็ฤดูบ้าบอ  อากาศย่ำแย่  ก็รักษาเนื้อรักษาตัวกันให้ดีนะทุกๆโค้นนนนน...ห่วงค้าบ
ปล.ลืมบอกว่า  ตอนที่ไปหาหมอแล้วเค้าให้ไปตรวจฉี่น่ะ  กูป่วยเพราะเจ็บกระดูกซี่โครง!!!!
July 07

วาจา

..ถ้ามีคนถามว่าอะไร? เป็นอาวุธที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในหมู่มนุษย์

เราก็คงตอบว่า "คำพูด"เนี่ยแหละที่น่ากลัวที่สุด เพราะมันสามารถสรางสรรค์ได้ทุกอย่างตามแต่ที่ใจเรานึก และในทางกลับกัน มันก็สามารถทำลายอะไรหลายๆอย่างได้โดยแทบไม่ต้องกำลัง

 ยิ่งอ่านยิ่งงง? ใช่ คำพูดของคนเราเนี่ยแหละ ที่ทำร้ายคนอื่นโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว บางครั้งทำลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือบางครั้ง ก็อาจจงใจ แต่มันทำร้ายใจคนเราเกินกว่าที่คิด ทำไม? ทำไม..คนเราต้องพูดจาแค่เพื่อแสดงอารมณ์หรือพูดด้วยความคะนองปาก เพื่อให้สะใจตัวเอง สนองอารมณ์ความรู้สึกของตน โดยไม่ได้คิดเลยว่า คนอื่น เค้าจะรู้สึกอย่างไร

       พูดอะไรที่เราไม่ต้องเสีย แต่เค้าได้ ไม่เห็นจะผิด
       พูดอะไรที่เราได้ แต่เค้าเสีย อย่างนั้นสิแย่กว่า

เค้าได้เราก็ได้ มีให้เห็นออกบ่อยไป
       แล้วอะไรล่ะที่ได้ แล้วอะไรล่ะที่เสีย?.. ตัวอย่างง่ายๆ พูดจาทิ่มแทงใจชาวบ้าน เราได้ความสะใจ แต่เค้าเสียความรู้สึก ถูกแล้วหรือคิดดีๆ เป็นธรรมดาที่ใครๆก็ต้องอยากได้ความรู้สึกดีๆ อารมณ์ดีๆและคำพูดดีๆจากคนรอบข้าง ถึงไม่พูด แค่ยิ้มให้ ก็สุขใจแล้วน่ะ

 ปล. -ถ้าเราเคยพูดอะไรที่ทำให้ต้องเสียความรู้สึก เราขอโทดด้วยจะพยายามไม่ทำอีก
        - คิดดูสิ ว่าชีวิตนี้เราใช้วาจา ทำร้ายคนไปกี่คนแล้ว..

June 27

ว่าง (..ทั้งเวลาและสมอง)

            ...เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่เสียใจที่สุดในชีวิต  นับตั้งตาคุณตาเสีย  นั่นก็คือ  "ตะโก้"  หมาที่กูรักที่สุดในชีวิต  ได้จบชีวิตลงแล้วด้วยอาการโรคหัวใจกำเริบ 

             10ปีแห่งความทรงจำ  10ปีที่บ้านเราเลี้ยงมันมาอย่างไม่ค่อยดีเท่าไหร่(ไม่ใช่อะไรหรอก  มันเป็นหมาขี้ประจบ  พวกเราเลยรุมกันแกล้งแม่ด้วยการกระแนะกระแหนมันพอขำๆ  หรือแกล้งมันเล็กๆน้อยๆ  ทั้งที่เราทุกคนในบ้านก็ออกจะแสนรักมันจะตาย  เช่นแย่งชอคโกแลตแย่งชีสมันกิน  พูดง่ายๆคือแม่เลี้ยงมันดีกว่ากูและน้องกู)
            ถ้ามีคนถามว่าทำไมมันหัวใจวาย  เราก็ไม่รู้เหมือนกัน  เพราะมันยังไม่มีอาการที่แสดงความชราภาพใดๆออกมาเลย  แถมยังกระดี๊กระด้าทุกครั้งที่มีคนเข้ามาในบ้าน(ไม่ว่ามันจะรู้จักหรือไม่)  และยังตะกละตะกรามเมื่อได้กลิ่นเอ็มแอนด์เอ็ม  สุดโปรดจนยอมพลีกายกระโดดเอาตัวอ้วนๆของมันเหยียบตัวเราที่นอนอยู่ที่พื้นเพื่อไปยังห่อM&Mห่อนั้น  แต่แล้วตอนค่ำของวันที่  22  มิถุนายน 2548  ...
          ทั้งๆที่เรากลับมาบ้านตั้งแต่บ่าย เรากลับไม่ได้เอะใจอะไรเลยที่ไม่ได้เจอมันวิ่งมาประจบเหมือนทุกวัน
   ....เวลาผ่านไปอย่าช้าๆ
           21.30  แม่วิ่งร้องไห้  เอาสองมือประคองร่างที่นิ่งสงบของมันมาวางไว้หน้าห้อง   มันตายแล้ว!!
     จำไม่ได้ว่าตอนนั้นคิดอะไร  มันนิ่ง  อึ้ง  ตกใจและนึกว่ามันต้องหาย  ต้องรีบพอไปหาหมอ  แต่อีกใจก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้แน่  เพราะร่างสุนัขที่เริ่มแข็งแล้วในอ้อมกอดแม่นั้น  ต้องไม่มีชีวิตอยู่แล้ว  คืนนั้นผ่านไป  โดยการเอามันไปฝังที่วัด
..

     ผ่านมาแล้วหลายวัน  แต่เราก็ยังไม่ชินนักกับการที่กลับบ้านมาแล้วต้องอยู่กับความเงียบที่ไม่มีเสียงเกาหรือเสียงเดินเป็นจังหวะตามความอุ้ยอ้ายของมัน  จิงอยู่เราไม่ได้เล่นกับมันทุกวัน   ไม่ได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงเหมือนคนรักหมาคนอื่นๆ
    แต่เพราะ...มันคือ"ส่วนหนึ่งของบ้าน"  มันกลายเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้  มันไม่ใช่สัตว์เลี้ยง  จึงไม่มีใครเห็นมันเป็น"สัตว์"   ทุกคนเห็นมันตลอดเวลาที่อยู่บ้าน  ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เหนแต่ภาพจางๆว่าตะโก้ก็"เคย"อยู่ตรงนั้น  โดยไม่มีใครคิดว่ามันหนึ่งส่วนสำคัญส่วนนี้จะหายไป  แต่ในวันนี้  มันไม่อยู่  มองไปก็ไม่เหน  ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกต่อไป..

บางคนอาจจะคิดว่าเราโอเวอร์  เรารักหมาเวอร์  ร้องห่มร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน  ร้องไห้3-4วันก็ยังไม่เลิก  เวอร์จิงๆ  แต่ที่เรารู้ก็คือ   เรารักมัน  เราคิดถึงมัน  และทุกครั้งที่ร้องไห้ไม่ใช่เพราะต้องการแสดงให้คนอื่นเหนว่าเรากะลังเศร้าอยู่นะ  อะไรอย่างนั้น  แต่ทุกที  ที่จิตมันว่าง  ภาพตะโก้จะลอยขึ้นมาพร้อมๆกับคำพูดที่ว่า  มันไม่อยู่แล้ว  ไม่มีมันอีกแล้ว  น้ำตามันก็ร่วงทุกที  โดยที่บางครั้งยังไม่ทันจะคิดถึงด้วยซ้ำไป!!

   ..ที่เหลือก็คงจะเป็นแค่"ความทรงจำ"  ที่เราหวังว่าซักวันจะทำใจและยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึงมัน   ไอ้ตะโก้... 

June 19

แมวหายป่วยแล้ว

     ...เหอะๆ  ป่วยไปตั้งหลายวัน  กลับไปมหาลัยอีกที  จากซากการก่อสร้างราวกับธรรมศาสตร์ถูกสึนามิโถมเข้าใส่   กลายเป็นเค้าปูหญ้าสนามบอลแล้ว!!(แล้วเกี่ยวกันตรงไหนวะ??)

   ก็อย่างว่า  ป่วยจิงๆ  ป่วยไปหลายวัน  ไม่ได้เป็นโรคอะไรร้ายแรงหรอก  ก็แค่มึนๆคลื่นไส้ๆซึมๆไม่ค่อยมีแรง  แค่นั้นอ่ะ  แต่แบบ...มันไม่หยุดเป็นเลยงัย  แม่งเป็นอยู่ได้  เป็นตลอดเวลา  ไข้ก็ขึ้นสูง  เงยหน้ามาจดเลคเฃอร์แล้วยังจะอ้วกเลย(แย่จิงๆ)  แต่ตอนนี้หายแล้ว  ถือว่าช่างมัน (หายแล้ว  หลังจากเอาเชื้อไปแพร่ให้คนอื่น^ ^)

    นี่ๆ   มีเรื่องอวดๆ(แบบว่าภูมิใจมากกกก)

เคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นแล้วมีขนมปังไส้ยากิโซบะม้ะ?   ได้กินแล้วล่ะ   อาหย่อยดี(เอ่อ  คนไหนคิดว่าอีส้มมันหลังเขาก็ทนๆหน่อยนะก้ะ  มันเพิ่งเคยเห็นของจิงเนี่ยแหละ)  จิงๆแล้วก็หนมปังธรรมดา  ผ่าตรงกลาง  แล้วเอาผัดยากิโซบะใส่เข้าไปตรงกลาง  ..แค่เนี้ย??
   ใช่  แค่นั้นแหละ  แต่กูตื่นตาตื่นใจนี่หว่า   เห็นแล้วรีบหยิบเลย  ถือว่าเรื่องนี้จบๆไปล่ะกันนะ

    ไม่รู้เปนงัย  อาทิดนี้อยากไปรังสิต  เอาไว้เด๋วอาทิดนี้จะหาโอกาสไปละกัน  จะได้เจอหน้าน้องๆด้วย  ตั้งแต่เปิดเทอมนี่แบบ  ยังไม่ได้ไปเลยซักวัน  ไปเหยียบครั้งสุดท้ายก็วันที่เค้าแจกป่งแจกปีกอะไรนั่นอ่ะ  ไว้เด๋วไปๆ

ปล.1 รักษาสุขภาพกันดีๆนะจ้ะทุกคน   ช่วงนี้คนป่วยเยอะ
     2  ตอนแรกเกลียดการอยู่ท่าพระจันมากเรย  แต่ตอนนี้เริ่มชินแระ  แม้ว่ามันจะต่างจากตอนที่อยู่หออยู่ที่รังสิตมาก  แต่บางอย่างมันก็เป็นอะไรที่แบบ  ดีอ่ะ  แบบเป็นอีกฟิวนึงเลย คนละอารมณ์  มากองๆกันอยู่หน้าตึกคณะ(ยังคงนั่งกันอยู่แม้ว่าลมทะเล(ทราย)พัดกระหน่ำ  ซัดเอาทราย(ก่อสร้าง)เข้าหน้าตู้มๆๆก็ตาม)  เอาวะ..กะลังปรับตัวน่ะ  สู้ๆ..      

June 10

การกลับมาพร้อมความเหนื่อยยย

           ..หายไปนานมาก  มิได้ไปไหนไกลเลย  ก็แค่"ลาดพร้าว-ท่าพระจันทร์"  หึๆ  อาจดูเหมือนการเดินทางธรรมด๊าธรรมดา  แต่แท้จริงแล้ว  มันคือการเดินทางอันแสนยาวไกลและโ ค ต รเช้า  โ ค ต ร  ลำบาก โ ค ต ร เปลือง  ที่สำคัญคือ โค ต รเหนื่อย  (แค่นึกถึงก็เหนื่อยแล้ว)

แต่การเดินทางบนเส้นทางใหม่  เวลาใหม่  ไปในที่ใหม่ๆๆก็ทำให้เราเจอกับอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน  แม้ว่าอาจเป็นสิ่งที่ใครๆก็เคยพบเหนมาแล้วทั้งนั้น(จิงๆตัวเองก็อาจเหนบ่อยๆ  แต่ไม่ได้สังเกตก็ได้)

      ...เริ่มด้วยการเดินทางหลายต่อ  ที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต  ต้องขึ้นรถใต้ดิน ต่อรถไฟฟ้า  และจบลงด้วยการต่อรถเมล์  ในวันแรกมันเป็นวิธีการที่ลำบากเหลือทน  ต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งกะตี5  ต่อรถหลายทอดกว่าจะถึงมหาลัยก็แย่แล้ว  แล้วยังจะตอนกลับอีกล่ะ..เซ็งเลย! 
      ...แต่พอวันต่อมาเริ่มปรับตัวได้  สายตาก็เริ่มสอดส่องมองดูสิ่งรอบตัว
    คนมากมายจิงๆ   ที่ต้องดิ้นรนแก่งแย่งกันทันทีที่ตื่นนอน  เห็นได้ชัดแม้แต่เรื่องเล็กๆ  เช่นการแย่งที่นั่งบนรถไฟฟ้า  ชิงขึ้นรถเมล์ก่อนคนจะลงเสียอีก  หรือกระทั่งเบียดกันออกตรงช่องออกรถไฟฟ้า
              ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพยายามกันขนาดนี้?
   แย่งกันตั้งแต่เช้า  ให้อารมณ์เสีย(ไม่ได้หงุดหงิดคนเดียวด้วยนะ  ทำให้คนที่โดนกระทำอารมณ์เสียได้ด้วย)

   ..คนเรา  มีความต้องการเดียวกับคนอื่นๆด้วยแท้ๆ  แบ่งบันกันบ้างไม่น่าผิด  ที่ไม่น่าให้อภัย  คือวันหนึ่งขึ้นรถไฟฟ้า  มีเด็กตัวจ้อยคนหนึ่งขึ้นมาคนเดียวเลยครับ   คนใจดีก็ลุกให้เด็กนั่ง  เอ้อ..เราก็แบบชื่นใจดิ  คนดีๆยังมีเหลือ  แต่พอตอนเด็กจะลง  ไอ้พวกคนหนุ่มสาวที่ยืนๆรอออกอยู่นะ  แม่ง  เบียดจนเด็กตัวหมุนเลย
    เออดี   ขึ้นรถขบวนเดียวกันแท้ๆ  แต่"จิตใจ"แตกต่างกันสิ้นเชิง

อีกเรื่องที่ชอบสังเกตการณ์มากๆ(อีกนัยหนึ่งคือเสือก)  คือกิจกรรมที่แต่ละคนทำบนรถไฟฟ้า  หลายๆคนหยิบหนังสือมาอ่าน  อ่านหนังสือเหมือนกัน  แต่มากมายหลายประเภทเหลือเกิน  ทำให้เราแอบรู้ความชอบส่วนตัวของคนนั้นๆบ้างนิดหน่อย  ไม่ว่าจะเป็นสาวออฟฟิศติดนิยาย  หรือป้าข้างๆที่(ไม่คิดว่า)ชอบอ่านหนังสือแปลของญี่ปุ่น   เออ  ดีแฮะ  มานั่งมองคนอื่นนี่ก็เสือก..เอ้ย..เพลินดีไปอีกแบบ
     ...อาหารที่แต่ละคนหิ้วมาในถุงก็ต่างกันออกไป  ทั้งแกงถุงๆแอบส่งกลิ่นรัญจวนกูเหลือเกิน  บางคนก็ถือถุงแซนวิช  มีคนถือถุงผลไม้   "กิน"เหมือนกัน  แต่ก็เลือกที่จะกินไม่เหมือนกัน

จิงๆตอนนี้เราก็ไม่รู้หรอกว่าคนที่รู้จักๆกันอยู่เนี่ย  แต่ละคนชอบอะไร  ไม่ชอบอะไร  มาจากที่ไหน  แต่ถ้าได้โอกาสมาเจอกันแล้ว  รู้จักกันแล้ว  คุยกันรู้เรื่อง  ก็ถือว่าไปกันได้แล้วล่ะ...เนอะ  ว่ามั้ย  (กูคิดไปเองป่ะวะ)

 
Photo 1 of 22